
จากนาโนสู่พิโคไฟแนนซ์ รัฐงัดข้อเจ้าหนี้นอกระบบ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
ปัญหาหนี้นอกระบบยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของรัฐบาล เพราะแก้มาหลายยุคหลายสมัยก็ยังไม่สะเด็ดน้ำ แถมภาระหนี้ครัวเรือนยังคงไต่ระดับเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าก่อนหน้านี้รัฐบาลนี้เคยออกมาตรการแก้หนี้นอกระบบรอบแรกมาแล้วสมัย สมหมาย ภาษี เป็น รมว.คลัง โดยใช้ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เป็นโต้โผใหญ่ โดย ธ.ก.ส. เลือกใช้มาตรการเดิม คือการยืดอายุการชำระหนี้ออกไปจนสิ้นปีหน้า ส่วนธนาคารออมสินก็ปัดฝุ่นโครงการธนาคารประชาชนมาใช้แก้หนี้นอกระบบ แต่ผลออกมาไม่คึกคักเท่าที่ควร เพราะอ่อนการประชาสัมพันธ์
มารอบนี้รัฐบาลดูท่าว่าจะให้กระทรวงการคลังออกมาตรการแก้หนี้นอกระบบแบบเบ็ดเสร็จอีกครั้ง ซึ่งคาดว่าน่าจะมีการเปิดให้คนมีหนี้มาลงทะเบียนรอบใหม่ และเอาข้อมูลมาเชื่อมโยงกับเรื่องอี-เพย์เมนต์ ของรัฐบาล รวมถึงการแก้ไขกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม เรื่องร่างพระราชบัญญัติห้ามเรียกเก็บดอกเบี้ย พ.ศ. … หลังบังคับใช้มากว่า 83 ปีให้ทันสมัย
สาระสำคัญของร่างกฎหมาย คือการเพิ่มบทลงโทษของการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กำหนดที่ 15% ต่อปี จากเดิมผู้ที่ทำผิดมีโทษตามกฎหมายเก่าคือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 1,000 บาท ซึ่งมีการเสนอบทลงโทษในร่าง พ.ร.บ.ใหม่ คือ หากผู้ใดฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 แสนบาท ส่วนโทษของกระบวนการที่ทำเป็นลักษณะนายทุน จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสนบาท และหากผู้ที่กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องถูกเพิ่มโทษเป็น 2 เท่า
ด้านสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เองก็ไม่ได้อยู่นิ่ง เตรียมผุดไอเดียใหม่เพื่อเอามาจัดการกับเรื่องหนี้นอกระบบ ใช้ชื่อว่า “พิโคไฟแนนซ์” ซึ่งเป็นภาคต่อจาก “สินเชื่อรายย่อยเพื่อการประกอบอาชีพ” หรือ “นาโนไฟแนนซ์” ซึ่งพิโคไฟแนนซ์ หากมีการจัดตั้งขึ้นจริงก็จะเป็นการเปิดให้เอกชน ผู้ประกอบการที่สนใจในท้องถิ่นมาขอใบอนุญาตในการปล่อยกู้ประชาชนรายย่อย โดยมี 2 วัตถุประสงค์ คือ ใช้เป็นเครื่องมือแก้หนี้นอกระบบ และให้นำเงินกู้ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ โดยจะปล่อยกู้สูงสุดต่อราย 5 หมื่นบาท แบบไม่มีหลักประกัน เน้นให้ปล่อยกู้กระจายในต่างจังหวัด และห้ามปล่อยกู้นอกเขตจังหวัดที่จดทะเบียน ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ นั้น เช่น เรื่องดอกเบี้ย เอกสารการยื่นขอกู้ ยังอยู่ระหว่างพิจารณา
ขณะที่นาโนไฟแนนซ์จะมุ่งเน้นการปล่อยกู้เพื่อการประกอบอาชีพ วงเงินให้กู้สูงสุดต่อรายคือ 1 แสนบาท ไม่มีหลักประกันเหมือนกัน ทั้งนี้ สศค.ชี้แจงว่า นาโนไฟแนนซ์ ต่างกับพิโคไฟแนนซ์ ทั้งเรื่องวงเงินที่ให้รายย่อยมากกว่า และให้ไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ต่างกับนาโนไฟแนนซ์ ที่ให้เพื่อไปทำมาค้าขาย ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการปล่อยกู้ในเขตชุมชนเมือง แต่พิโคไฟแนนซ์ต้องการให้กระจายไปในชุมชนในเขตต่างจังหวัด
บทเรียนที่น่าสนใจจากการทำโครงการนาโนไฟแนนซ์ ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้เป็นเวลาร่วม 1 ปี แม้จะมีผู้ยื่นขอใบอนุญาตทำธุรกิจนาโนไฟแนนซ์ รวมแล้ว 25 ราย แต่มีการเปิดดำเนินการจริงเพียง 9 ราย หรือเพียง 36% ของจำนวนผู้ยื่นขอ และทั้ง 9 รายมีการปล่อยสินเชื่อรวมจนถึงสิ้นเดือน ม.ค. 2559 แล้วจำนวน 9,433 ราย เป็นวงเงินรวม 195 ล้านบาท หลุดจากเป้าหมายที่ทางการคาดไว้แบบฟ้ากับดิน เพราะเดิมคาดกันว่านาโนไฟแนนซ์จะเป็นอาวุธสำคัญในการฆ่าเจ้าหนี้นอกระบบ
ทั้งนี้ หากดูจากยอดหนี้นอกระบบที่มีการประเมินว่า ครัวเรือนในประเทศไทยที่มีรายได้ไม่เพียงพอรายจ่ายมีสูงถึง 8 ล้านครัวเรือน หรือคิดเป็นจำนวน 1 ใน 3 ของจำนวนครัวเรือนไทยทั้งหมด 22 ล้านครัวเรือน ถ้าแต่ละครัวเรือนมีหนี้นอกระบบสูงถึงครัวเรือนละ 6 แสนบาท ถึง 1.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านบาท ทั้งนี้หากนาโนไฟแนนซ์สามารถเข้าไปดึงส่วนแบ่งหนี้ดังกล่าวมาได้เพียง 1% ก็จะเป็นเงินให้กู้สูงถึง5 หมื่นล้านบาท แต่ปรากฏว่ายอดปล่อยกู้นาโนไฟแนนซ์ในปีแรกทำได้เพียง 195 ล้านบาท หรือ ถ้าเป็นยอดล่าสุด ณ สิ้นไตรมาสแรก ก็ไม่น่าจะเกิน 300 ล้านบาทเท่านั้น
เหตุผลสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ ประกอบด้วย
หนึ่ง ประชาชนยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อประเภทนี้ และมีคนอีกมากไม่ได้คิดว่าเป็นเงินกู้ แต่คิดว่ารัฐบาลจะแจกเงิน
สอง ผู้ประกอบการแบกรับความเสี่ยงไม่ไหว แม้จะกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยไว้สูงถึง 36% แต่ถือว่ายังต่ำไป เมื่อเทียบกับต้นทุนการดำเนินงานที่ต้องจ้างคนมาทำงาน และหนี้เสียที่อยู่ในระดับสูง มีบางบริษัทปล่อยกู้ 3 เดือนแรก ก็เจอหนี้เสียถึง 35% ของยอดที่ปล่อยกู้ เพราะลูกหนี้บางรายได้เงินกู้ไปแล้วก็ปิดเบอร์โทรศัพท์ ย้ายแผงค้า ย้ายบ้านหนีหายตัวไป ผู้ประกอบการจึงต้องแบกรับความเสี่ยงแบบ 100% เพราะเป็นการปล่อยกู้ที่ไม่มีหลักประกัน ทำให้ช่วงหลังผู้ประกอบการเริ่มชะลอการปล่อยกู้อย่างเห็นได้ชัด
สาม การอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และต้องรายงานข้อมูลฐานะทางการเงินเป็นระยะ รวมทั้งต้องเสียภาษีจากกำไรเหมือนนิติบุคคลทั่วไป
ขณะที่จุดแข็งของเจ้าหนี้นอกระบบ คือ บริการถึงที่ สะดวกรวดเร็วทันใจ ไม่ต้องใช้เอกสาร หลักฐาน บุคคลในการค้ำประกัน ซึ่งจากการสอบถามความเห็นประชาชน ลูกหนี้นอกระบบ พบว่าการกู้เงินจากนาโนไฟแนนซ์ หรือแม้กระทั่งจากธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ที่ต้องใช้เอกสาร หลักฐาน เช่น บัญชีย้อนหลัง การทำบัญชีครัวเรือน สัญญาเช่าแผงค้า มาประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อ และสุดท้ายก็ไม่ได้รับการอนุมัติเงินกู้ ทำให้การกู้เจ้าหนี้นอกระบบ ช่วยให้ลูกหนี้มีโอกาสได้เข้าถึงแหล่งเงินง่ายที่สุด และทันต่อความต้องการมากกว่า
หากดูจากผลดำเนินงาน อุปสรรค และปัญหาในการดำเนินโครงการนาโนไฟแนนซ์ที่ผ่านมา น่าเป็นตัวชี้วัดในการออกโครงการแก้หนี้นอกระบบ ในกลุ่มคนระดับฐานรากต่อๆ ไป โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการทำโครงการ “พิโคไฟแนนซ์” ที่จะเข้าไปปล่อยกู้คนรายย่อยที่เล็กลงไปกว่านาโนไฟแนนซ์ที่ปล่อยกู้เพื่อทำมาหากิน โอกาสจะมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นหนี้เสียจะมากกว่า
จึงถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ สศค. ผู้กำหนดนโยบายต้องคิดทำเครื่องมือออกมาให้สามารถใช้ได้จริงมิฉะนั้นจะกลายเป็นว่าล้มไม่เป็นท่า สู้เจ้าหนี้นอกระบบไม่ได้ ทั้งนาโน และพิโคไฟแนนซ์







