
‘ภูฏาน’ ชีวิตเนิบช้า และความสุขที่ไม่ต้องรอ?
ภูฏานติดกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดย 1 ใน 4 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทยังคงมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน
ภูฏานติดกลุ่มประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก โดย 1 ใน 4 ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทยังคงมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน แต่จากรายงานของธนาคารพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) ประเมินว่า ในช่วงปี 2544-2554 ภูฏานมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยเฉลี่ยร้อยละ 8 และมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคนำเข้ามากขึ้น
นั่นเป็นข้อมูลในภาพรวม ภายหลังรัฐบาลภูฏานประกาศแผนพัฒนาประเทศอย่างเป็นทางการบนหลักการ Four Pillars of Happiness หรือสี่เสาหลักแห่งความสุข ตั้งแต่ปี 2541 ประกอบด้วย 1.การพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน 2.การรักษาสภาพแวดล้อม 3.การส่งเสริมวัฒนธรรมประจำชาติ และ 4.ธรรมาภิบาลที่ดี
แผนพัฒนาทั้ง 4 ด้านนี้ เป็นการดำเนินนโยบายโดยยึด “ความสุขมวลรวมประชาชาติ” (Gross National Happiness : GNH) มาตั้งแต่ปี 2515
ในฐานะผู้ไปเยี่ยมเยือนดินแดนมังกรสายฟ้ามาหมาดๆ เกิดคำถามขึ้นในใจว่าการนำพาคนในชาติเดินไปในทิศทางนี้จะเป็นจริงในแง่ความยั่งยืนได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่จะไม่เห็นด้วย แต่การไหลบ่าตามพลวัตโลก ทั้งพายุการบริโภคนิยม และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว จะบดขยี้ให้อาณาจักรแห่งขุนเขาราบคาบลงเช่นที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายภูมิภาคของโลกหรือไม่
ตลอดหลายปีมานี้กระทั่งปัจจุบัน รัฐบาลภูฏานได้เร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก โดยเฉพาะการสร้างถนนหนทางเชื่อมเมืองท่องเที่ยว ด้วยดินแดนที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเฉลี่ยกว่า 2,300 เมตร ไม่มีระบบขนส่งมวลชนสะดวกสบายเหมือนเช่นประเทศที่มีรายได้สูง
การเดินทางไปภูฏานช่วงเวลานี้จึงมีแรงงานชาวอินเดียเป็นฉากประกอบไปด้วยตลอดไหล่เขา ไม่ว่าจะไปเมืองพูนาคา พาโร และอื่นๆ ซึ่งไกด์บอกว่าถนนสร้างมาแล้วไม่ต่ำกว่า 7 ปี และยังไม่มีใครตอบได้ว่าจะแล้วเสร็จเมื่อใด นอกจากปัจจัยของภูมิประเทศแล้ว ยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลอีกด้วย
จริงอยู่ภูฏานมีนโยบายจำกัดปริมาณนักท่องเที่ยวต่อปีไม่ให้เกินอัตราที่รัฐกำหนด เพื่อไม่ให้ชาวต่างชาติเข้าเหยียบย่ำและแย่งใช้ทรัพยากร แต่การท่องเที่ยวก็เป็นหนึ่งในรายได้หลักเข้าประเทศ นอกเหนือจากด้านการเกษตร ป่าไม้ และการส่งออกกระแสไฟฟ้าพลังน้ำ
ขณะที่นักท่องเที่ยวต้องพึ่งบริษัททัวร์เท่านั้น ห้ามขาจรแบ็กแพ็กเข้าออกตามสะดวก ยกเว้นชาวอินเดียและทิเบต ซึ่งเป็นประเทศติดกัน
จะว่าไปรากฐานความสุข ซึ่งสมเด็จพระราชาธิบดีจิกมี ซิงเย วังชุก กษัตริย์แห่งภูฏานได้วางมาตั้งแต่ปี 2515 แม้ทำหลายประเทศให้ความสนใจ แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงลูกหลานชาวเขารุ่นใหม่ต่างก็ขวนขวายหาความสะดวกสบาย ซึ่งสะท้อนผ่านการพัฒนาของเมืองทิมพูได้เป็นอย่างดี
ปัจจุบันบริเวณที่ราบของเมืองหลวงแห่งภูฏานได้มีการก่อสร้างแทบทุกซอกซอยถนน อพาร์ตเมนต์ขนาดคอนโดย่อมๆ ผุดขึ้นราวดอกเห็ด อาคารเหล่านี้รองรับแรงงานจากชนบทที่หลั่งไหลเข้ามารองรับการขยายตัวของภาคท่องเที่ยว และการก่อสร้าง เพื่อหนีความแร้นแค้น
ยีชิ เลโธ มัคกุเทศก์ วัย 33 ปี อธิบายว่า ชาวภูฏาน 75% นับถือศาสนาพุทธและเคร่งครัดในหลักธรรมมาก ตามป้อมปราการและวัดวาอาราม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักมักพบเห็นคนที่นี่นั่งนับลูกประคำ หรือแม้แต่เจ้าของร้านขายของที่ระลึกก็ไม่เว้นจะปฏิบัติตัวทำนองเดียวกัน
เขาบอกว่า การยึดมั่นในศาสนา ทำให้ชาวภูฏานไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ประกอบกับรัฐบาลประกาศให้คนในชาติช่วยกันรักษาวัฒนธรรมและประเพณีเพื่อสร้าง “อัตลักษณ์” ให้เป็นจุดแข็งของประเทศ
“การฆ่าสัตว์ถือเป็นบาป ที่นี่จึงไม่มีอาชีพการทำประมง สัตว์ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ เช่น ไก่ก็ไว้กินไข่ วัวก็ไว้กินนม” ยีชิ เล่า
ไม่ต้องพูดผืนป่าที่มีกว่า 72% ของพื้นที่ประเทศ จะตัดไม้ต้องขออนุญาตจากกระทรวงเกษตรและป่าไม้ ด้วยจำนวนประชากรที่มีแค่กว่า 7 แสนคน สภาพธรรมชาติที่ยังอุดมสมบูรณ์ แม่น้ำทุกสายสวยใสตลอดสาย ไม่มีการรุกล้ำ ทำให้เสน่ห์ของเทือกเขาสูงเย้ายวนให้ต้องเดินทางไปสักครั้งในชีวิต
“การก่อสร้างที่มากขึ้นก็เป็นความกังวลว่าประเทศเราจะเปลี่ยนไป แต่ภาครัฐก็มีกฎคุมเข้ม เช่น การสร้างอาคารทุกหลังจะต้องเป็นสถาปัตยกรรมแบบภูฏานที่เหมือนกันทั้งหมด ไม่ว่าหน่วยงานของรัฐหรือของเอกชน อาคารบ้านเรือนจึงเป็นเสน่ห์หนึ่งที่โดดเด่นของภูฏาน”
ตามที่ยีชิเล่ามา ยังพบเห็นประชาชนทั่วไปแต่งกายชุดประจำชาติเป็นกิจวัตร ในเมืองไม่มีรถจักรยานยนต์เพราะห้ามใช้ ห้ามจำหน่ายและห้ามสูบบุหรี่ รถยนต์ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 45 กิโลเมตร/ชั่วโมง ชีวิตบนพื้นที่ความกดดันอากาศสูงจึงเรียบง่าย
อย่างไรก็ตาม บนความเนิบช้า ประชาชนส่วนใหญ่ยังนิยมกินหมาก แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยก็ก้มหน้าหาความสุขอยู่ในสังคมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือ ไม่ต่างจากสังคมเมืองที่อื่นๆ
จะแตกต่างกันอยู่บ้างที่บ้านเมืองเขาไม่ต้องรอคอยความสุขสุดสัปดาห์ เพราะภูฏานไม่มีความขัดแย้งทางการเมือง การทุจริตแม้จะมีบ้าง ก็ไม่ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่
ภูฏานจึงมีความสุขตามอัตภาพ แม้จะถูกจำกัดเสรีภาพบ้าง







