
รับฟังอย่างสร้างสรรค์
การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กรณีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย โดยระบุว่าสหรัฐมีความกังวลอย่างยิ่งกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเห็นว่ารัฐบาลไทยควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองตามหลักสากล ภายหลังการเข้าหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศของไทย เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในฐานะนักการทูตเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างการสนทนากับนายดอนนั้นไม่ได้มีการหารือกันเรื่องนี้ แต่นายเดวีส์กลับออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวซึ่งเปรียบเสมือนเป็นความเห็นส่วนตัว
การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายเกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กรณีสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทย โดยระบุว่าสหรัฐมีความกังวลอย่างยิ่งกับการจับกุมนักเคลื่อนไหวทางการเมือง และเห็นว่ารัฐบาลไทยควรเปิดพื้นที่ทางการเมืองตามหลักสากล ภายหลังการเข้าหารือกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศของไทย เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในฐานะนักการทูตเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อเท็จจริงปรากฏว่าในระหว่างการสนทนากับนายดอนนั้นไม่ได้มีการหารือกันเรื่องนี้ แต่นายเดวีส์กลับออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าวซึ่งเปรียบเสมือนเป็นความเห็นส่วนตัว
หากสหรัฐหรือนายเดวีส์ในฐานะเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ต้องการแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวโดยบริสุทธิ์ใจก็ควรที่จะออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ฉวยโอกาสจนทำให้สังคมเข้าใจว่าการหารืออย่างเป็นทางการของตัวแทนจากทั้งสองรัฐบาลมีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย ทั้งๆ ที่หัวข้อหารือในวันดังกล่าวคือเรื่องปัญหาทะเลจีนใต้ ดังนั้นในประเด็นของความเหมาะสมจึงเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งที่นายเดวีส์นำเอกสารขึ้นมาอ่านต่อหน้าสื่อมวลชน และให้เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐแปลเป็นภาษาไทย โดยที่ฝ่ายไทยไม่ทราบล่วงหน้า
การกระทำของนายเดวีส์เอกอัครราชทูตสหรัฐ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าได้มีการเตรียมการเอาไว้ก่อนล่วงหน้าและจงใจจะใช้โอกาสหลังการหารือกับ รมว.ต่างประเทศของไทยออกมาแสดงความเห็นดังกล่าวเพื่อกดดันรัฐบาลไทย ดังนั้นพฤติกรรมของนายเดวีส์จึงเป็นการสมควรอย่างยิ่งที่จะถูกตำหนิ ในฐานะที่เป็นตัวแทนจากประเทศมหาอำนาจ มีความรู้ความเข้าใจในเชิงการเมืองระหว่างประเทศเป็นอย่างดี สามารถคาดการณ์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการให้สัมภาษณ์ได้เป็นอย่างดี เสมือนกับการจงใจโจมตีรัฐบาลทหารของไทยให้ได้รับความเสียหาย
แต่ในอีกแง่หนึ่งการออกมาแสดงความรู้สึกไม่สบายใจดังกล่าวไม่ว่าจะเป็นการจับกุมผู้โพสต์ข้อความออนไลน์ การจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออกและสร้างบรรยากาศของการข่มขู่ จนทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น ทำให้เกิดความกังวลต่อการจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร ก็เป็นประเด็นที่รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะต้องนำมาพิจารณา
รัฐบาลควรจะนำเรื่องนี้มาทบทวนทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศและมิติของการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่คณะตัวแทนไทยซึ่งมีปลัดกระทรวงยุติธรรมเดินทางไปรายงานทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศ หรือยูพีอาร์ รอบที่ 2 ต่อที่ประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีวาระทุก 4 ปี ในฐานะประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีการเสนอมา 249 เรื่อง แก้ไขได้ 181 เรื่อง หรือราว 70% ส่วนที่เหลือก็ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขในโอกาสต่อไป ทั้งนี้เพราะประเทศไทยจำเป็นจะต้องอยู่ในโลกใบนี้โดยได้รับการยอมรับจากสังคมโลก จึงไม่สามารถเพิกเฉยต่อพันธกรณีในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่มีต่อองค์การสหประชาชาติได้
ด้านมิติของการเมืองภายในประเทศที่ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการแก้ไขปัญหา รัฐบาลจะต้องทบทวนการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเปิดโอกาสให้กลุ่มที่มีความเห็นต่างได้แสดงความเห็น โดยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ซึ่งจะทำให้รัฐบาลได้แง่มุมที่หลากหลายและเดินหน้าปฏิรูปประเทศให้เป็นไปตามความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง







