
‘อันลิมิเต็ด’ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน
“อันลิมิเต็ด” (UnLtd) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจเพื่อสังคม ก่อตั้งในรูปมูลนิธิ เมื่อ พ.ศ. 2543 โดยองค์กรไม่มุ่งผลกำไร (Non-profit organizations) ที่ทำงานกับ “ผู้ประกอบการสังคม” (Social Entrepreneurs) ในอังกฤษและระดับสากล รวม 7 องค์กร คือ 1.อโชก้า (หรืออโศก : Ashoka) ซึ่งมุ่งสร้างนักนวัตกรรมเพื่อสังคม 2.องค์กรผู้สร้างการเปลี่ยนแปลง (Changemakers) 3.เครือข่ายปฏิบัติการชุมชน (Community Action Network : CAN ) 4.องค์กรโคมิก รีลิฟ (Comic Relief) 5.กองทุนสการ์แมน (The Scarman Trust) 6.เครือข่ายเซนสกอต (SENSCOT) และ 7.โรงเรียนเพื่อผู้ประกอบการสังคม (School for Social Entrepreneurs : SSE)
เงินทุนตั้งต้น (Endowment Fund) ของอันลิมิเต็ดมาจาก “กองทุนสหัสวรรษ” (The Millennium Awards Trust) จากสำนักงานสลากกินแบ่งของรัฐบาลอังกฤษ จำนวนประมาณ 5,000 ล้านบาท (100 ล้านปอนด์) เมื่อ พ.ศ. 2545 เงินดำเนินการของอันลิมิเต็ด นอกจากดอกผลจากกองทุนตั้งต้นแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนทั้งจากบริษัทเอกชน กองทุนอื่นๆ และเงินสนับสนุนเพิ่มเติมจากรัฐบาล
แนวคิดสำคัญขององค์กรแห่งนี้ คือ ในชุมชนที่มีปัญหาย่อมมีคนที่ต้องการแก้ปัญหา อันลิมิเต็ดมีพันธกิจสำคัญ คือ ค้นหาคนเหล่านี้ นำมาฝึกฝน บ่มเพาะ สนับสนุน เพื่อให้ “ความคิด” ในการแก้ปัญหาของคนเหล่านี้บังเกิดผลเป็น “ความจริง” วิธีการสำคัญ คือ 1.ลด ขั้นตอนอันยุ่งยากแบบราชการให้เหลือน้อยที่สุด และส่งเสริมให้เกิดโอกาสสูงสุด (Minimize bureaucracy and maximize opportunity) และ 2.เชื่อมั่นในการตัดสินใจ (Trusting judgment) และหนุนเสริมความรู้สึกสังหรณ์ใจ (Backing hunches) โดยถ้ามีคำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุด ก็ให้ลองทำและตัดสินใจจากผลที่เกิดขึ้น
แนวทางการดำเนินงานของอันลิมิเต็ด มี 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1.เริ่มจากการเสาะหาผู้คนที่มีความสนใจในปัญหาสังคมและมีความสนใจในการประกอบการเพื่อสังคม ขั้นตอนนี้คือการเสาะหา (Scout) 2.การคัดกรอง (Filter) โดยการจ้างผู้ประกอบการสังคม (Entreprenarial People) ทำการคัดเลือกกลุ่มที่ดีที่สุด 3.ดึงเข้ามาร่วม (Engage) โดยสร้างความเชื่อมั่น (Trust) เพื่อค้นหาว่าจะช่วยบุคคลเหล่านั้นได้ดีที่สุดได้อย่างไร และ 4.เชื่อมต่อ (Connect) ให้คนเหล่านั้นสามารถเชื่อมโยงกับแหล่ง หรือบุคคลที่จะสนับสนุนให้เขาอยู่รอดและเติบโตต่อไปได้
คำถามสำคัญตั้งแต่แรก คือ “ใครคือผู้ประกอบการสังคม” คำตอบคือ 1.ผู้ที่มีความต้องการอย่างแรงกล้า (Passion) ที่จะแก้ปัญหาสังคม 2.มีไอเดียในการแก้ปัญหา และมีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ประกอบการ โดย 3.ต้องมีความสามารถในการฟื้นตัว (Resilient) และมีพลัง (Resourceful) รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำและทำให้ความคิดกลายเป็นผลจริง
จากประสบการณ์กว่าทศวรรษของอันลิมิเต็ด พบว่าคนเหล่านี้เป็นได้ทั้งชายหรือหญิงเท่าๆ กัน ช่วงอายุที่มากที่สุด คือ 35-60 ปี โดยเป็นไปได้ตั้งแต่ 11-90 ปี โดยผลการเรียนส่วนมากค่อนข้างดี และพวกที่อยู่ในถิ่นยากจนจะมีโอกาสสำเร็จสูง
นอกจากการฝึกอบรมบ่มเพาะแล้ว อันลิมิเต็ดให้การสนับสนุนเงินทุนใน 3 ลักษณะ ได้แก่
- ทุนให้ลงมือทำ (Do It Awards) คัดเลือกจากผู้มีแนวคิดทางธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาสังคมที่ดี มีโอกาสทางธุรกิจให้ลงมือทำ ให้ทุนตั้งต้นประมาณ 1.25 แสนบาท (2,500 ปอนด์) จัดหาผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาให้ และเชื่อมต่อแหล่งทุนให้ทำตามโครงการได้
- ทุนสร้างความเข้มแข็งของกิจการ (Build It Awards) ให้แก่กิจการที่ลงมือดำเนินการไปแล้ว ส่อว่าจะไปได้ดี ให้ทุนราว 7.5 แสนบาท (1.5 หมื่นปอนด์) พร้อมเชื่อมเครือข่าย ช่วยพัฒนาทีมงานและคณะกรรมการของกิจการ
- ทุนขยายกิจการให้โตเร็ว (Fast Growth Awards) ให้ทุนราว 1 ล้านบาท (2 หมื่นปอนด์) แก่กิจการที่เริ่มมั่นคงแข็งแรงให้ขยายกิจการได้เร็วขึ้น พร้อมคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ เชื่อมเครือข่าย และการเข้าถึงแหล่งทุน
จากการดำเนินการมากว่าทศวรรษ อันลิมิเต็ดสามารถอบรมบ่มเพาะผู้ประกอบการสังคมไปได้ราว 2 หมื่นคน โดยมีการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผลการสำรวจเมื่อ พ.ศ. 2557 พบว่าราว 75% ของผู้เข้าร่วม สามารถทำกิจการอยู่รอดได้ 95% สามารถสร้างทุนทางสังคม และทำให้เกิดอาสาสมัครราว 6.2 หมื่นคน สามารถสร้างงานมูลค่าราวปีละ 45 ล้านปอนด์ มีผู้ได้รับผลประโยชน์ราว 1.2 ล้านคน โดยเงินลงทุนตั้งต้น 100 ล้านปอนด์ยังอยู่ครบ และงอกเงยขึ้นอีกประมาณ 40 ล้านปอนด์ ทั้งนี้กิจการที่ผู้ประกอบการสังคมเข้าไปทำ คือ งานชุมชน งานเยาวชน งานด้านสุขภาพ การศึกษา ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และสิ่งแวดล้อม
นอกจากงานคัดเลือก ฝึกอบรม บ่มเพาะ สนับสนุนผู้ประกอบการสังคมโดยตรงแล้ว งานสำคัญเพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสังคมและวิสาหกิจเพื่อสังคม ดำรงอยู่และเติบโตต่อไปได้ คือ การสร้าง “ระบบนิเวศ” (Ecosystem) 4 ด้าน ได้แก่ 1.การสร้างทัศนคติ (Attitude) ให้สังคมมีทัศนคติที่ดีต่อวิสาหกิจเพื่อสังคมและผู้ประกอบการสังคม 2.การพัฒนาสถาบัน (Institutions) โดยเฉพาะสถาบันการศึกษา และองค์กรตัวกลาง (Intermediaries) ต่างๆ ให้สามารถสนับสนุน และเปิดโอกาสให้แก่ผู้ประกอบการสังคม 3.การพัฒนาตลาด (Marketplace) ให้ผู้ประกอบการสังคมสามารถติดต่อสัมพันธ์กับแหล่งทุน ลูกค้า และผู้ได้รับผลประโยชน์ต่างๆ และ 4.การผลักดันนโยบาย (Policies) รวมทั้งกฎหมายและระเบียบปฏิบัติต่างๆ เพื่อให้เกื้อหนุนผู้ประกอบการสังคม
ที่สำคัญ คือ การดึงธุรกิจกระแสหลักให้เข้ามาสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ทั้งการเชื่อมต่อกับนโยบาย “ความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร” (Corporate Social Responsibility : CSR) การสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ การเชื่อมต่อทางธุรกิจ นวัตกรรม และเงินทุนเพื่อพัฒนาให้วิสาหกิจเพื่อสังคม พัฒนาจากเศรษฐกิจทางเลือกเป็นเศรษฐกิจกระแสหลักในอนาคต
นอกจากนั้น อันลิมิเต็ดยังขยายเครือข่ายออกไปยังประเทศต่างๆ ได้แก่ อินเดีย แอฟริกาใต้ และไทย ซึ่งในประเทศไทยองค์กรที่ทำหน้าที่นี้ คือ องค์กร ChangeFusion และเมื่อ พ.ศ. 2551 อันลิมิเต็ดได้สร้างเครือข่ายระดับโลก คือ UnLtd World ขึ้น
อันลิมิเต็ดเป็นองค์กรที่สามารถเสาะหา บ่มเพาะ สนับสนุน พัฒนา เชื่อมโยง และขยายผลให้ผู้ประกอบการสังคม และวิสาหกิจเพื่อสังคมจำนวนมาก เกิด เติบโต และพัฒนาได้ด้วยการใช้เงินตั้งต้นจำนวนไม่มาก แต่สามารถสร้างความสำเร็จมากมายโดยเงินทุนตั้งต้น นอกจากไม่หดหายแล้วยังงอกเงยด้วย ควรที่สถาบันการศึกษาและหน่วยงานลักษณะเดียวกันในประเทศไทยจะได้ศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่ง







