
ดอกเบี้ยนโยบาย มีไว้ดับเงินเฟ้อ
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
กลายเป็นความเห็นต่างในเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อดูแลเศรษฐกิจ โดย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนให้มากกว่านี้ ซึ่งตลาดตีความกันว่า หมายถึงการส่งสัญญาณให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบาย ให้เงินบาทอ่อนค่าลง เพื่อหวังทำให้การส่งออกของไทยกระเตื้องขึ้นดันเศรษฐกิจปีนี้ให้โตมากกว่า 3%
ขณะที่ วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาให้ความเห็นในประเด็นดังกล่าวว่า การดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยของ ธปท.ไม่ได้มุ่งแค่เป้าหมายดูแลเงินเฟ้อให้อยู่ในกรอบเท่านั้น แต่ต้องดูเรื่องปัจจัยอื่นๆ รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้มีความสามารถในการแข่งขันไม่แพ้คู่แข่งด้วย
ในเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ย มักมีความเห็นต่างระหว่างฝ่ายการเมือง และฝ่ายดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมาโดยตลอด แต่ความเห็นต่างครั้งนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของความขัดแย้งระหว่างสมคิดและวิรไท ซึ่งมีความเป็นเนื้อเดียวกันตั้งแต่ก่อนเข้ามาบริหารเศรษฐกิจประเทศครั้งนี้
สำหรับเรื่องการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกับเศรษฐกิจในสองด้าน ด้านแรกเป็นเรื่องของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นตัวกำหนดอัตราแลกเปลี่ยน หากลดอัตราดอกเบี้ยในขณะนี้ก็จะทำให้เกิดเงินไหลออก ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลง ซึ่งจะส่งผลดีกับการส่งออกของประเทศให้มูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สมคิดต้องการเห็นในขณะนี้
อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจดีขึ้นชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้เป็นเรื่องถาวร เพราะการแก้ปัญหาการส่งออกของไทย จริงอยู่ที่การปรับโครงสร้างการส่งออกของไทย การเพิ่มมูลค่าสินค้า การผลิตสินค้าที่มีการวิจัยพัฒนา มีนวัตกรรมใหม่ ซึ่งรัฐบาลได้มีความพยายามทำในเรื่องดังกล่าว แต่ในทางปฏิบัติยังทำได้ช้าอยู่
นอกจากนี้ ธปท.มองว่าการส่งออกของไทยในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ขยายตัวเป็นบวกเล็กน้อย จากปีที่ผ่านมาการส่งออกของไทยติดลบถึง 5.8% แสดงให้เห็นว่าการส่งออกของไทยเริ่มดีขึ้น จึงไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ยนโยบายในตอนนี้ ขณะเดียวกันประเทศสหรัฐอยู่ระหว่างการตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย หากมีการปรับขึ้นจริงจะทำให้มีเงินทุนไหลออกจำนวนหนึ่ง หาก ธปท.ลดดอกเบี้ยไปพร้อมกับสหรัฐกำลังขึ้นอัตราดอกเบี้ย จะทำให้เงินทุนไหลออกรุนแรงกระทบต่อตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรไทย แม้ว่ามูลค่าการส่งออกจะเพิ่มขึ้น แต่ในทางเสถียรภาพเศรษฐกิจถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย
ในด้านที่สอง การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยใช้เพื่อดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งบทเรียนวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต ทำให้หลายประเทศในโลกให้ความสำคัญกับการดูแลกรอบอัตราเงินเฟ้ออย่างมาก เพราะหากปล่อยให้เงินเฟ้อขึ้นไปสูงมากจนเกินกรอบ จะทำให้การแก้ไขปัญหาได้ยาก และการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็จะทำให้การแก้ปัญหาได้ช้าเกิดความเสียหายตามมา
ดังนั้น การดำเนินนโยบายดอกเบี้ย เพื่อดูแลเงินเฟ้อทุกประเทศ จะพยายามคงหรือปรับขึ้นทันทีที่มีสัญญาณเงินเฟ้อเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐที่เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น อัตราเงินเฟ้อจะเพิ่มตามมาทำให้มีการส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย เพื่อดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรงเกินไป
ในส่วนของเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์ประกาศตัวเลขเงินเฟ้อเริ่มมีการเพิ่มขึ้นหลังจากที่ก่อนหน้านี้เงินเฟ้อขยายติดลบหลายเดือนเป็นเวลาติดต่อกัน ซึ่งแนวโน้มเงินเฟ้อของไทยน่าจะเริ่มปรับขึ้นเรื่อยๆ จากเศรษฐกิจฟื้นตัว ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจำนวนมากทำให้เกิดการใช้จ่าย เร่งอัตราเงินเฟ้อของไทยในอนาคตเพิ่มขึ้น ทำให้ ธปท.คงอัตราดอกเบี้ยเพื่อไม่ให้เร่งการใช้จ่าย เร่งอัตราเงินเฟ้อให้โตแบบก้าวกระโดด
ทั้งหมดจะเห็นว่าการดำเนินนโยบายอัตราดอกเบี้ย ส่งผลกับเศรษฐกิจทั้งในเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถ และเสถียรภาพไปพร้อมๆ กัน แต่น้ำหนักไม่เท่ากันแล้วแต่การชั่งน้ำหนักของ ธปท.ตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจไทยปัจจุบัน แรงกดดันเริ่มตกเป็นของรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมากขึ้นเรื่อยๆ จากเศรษฐกิจปีที่ผ่านมาขยายตัวได้ 2.8% และปีนี้ทำท่าจะไม่ถึง 3% เนื่องจากการลงทุนภาครัฐยังล่าช้า ทำให้เศรษฐกิจในครึ่งปีแรกอ่อนแรง จนรัฐบาลต้องออกมาตรการระยะสั้นกระตุ้นการใช้จ่ายออกมาพยุงเศรษฐกิจอีกรอบ
ขณะที่เศรษฐกิจครึ่งปีหลัง การลงทุนภาครัฐเริ่มลงทุนได้บ้าง แต่มาตรการกระตุ้นต่างๆ ของรัฐบาลส่วนใหญ่หมดแรง ทำให้รัฐบาลต้องการให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยทำให้เงินบาทอ่อน ทำให้การส่งออกของไทยขยายตัว ซึ่งจะส่งผลทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้สมคิดออกมาส่งสัญญาณให้ ธปท.ลดดอกเบี้ยทำให้ค่าเงินบาทอ่อน ซึ่งการออกมาส่งสัญญาณนี้ส่วนหนึ่งก็เป็นบทบาทของฝ่ายการเมือง เพื่อให้นักลงทุนและผู้ประกอบการมั่นใจว่ารัฐบาลพยายามดูแลแก้ปัญหาเศรษฐกิจอย่างเต็มที่และทุกวิถีทาง
ด้าน วิรไท ก็ไม่ได้ปฏิเสธข้อเสนอของฝ่ายการเมือง แต่ก็แสดงท่าทีชัดเจนว่า ธปท.จะดำเนินนโยบายดอกเบี้ยอย่างระมัดระวัง และพิจารณาอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจมากที่สุด ส่งผลให้ความเห็นต่างไม่ได้เป็นความแตกแยกนำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างการเมืองกับ ธปท.เหมือนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนนำไปสู่ความพยายามปลดผู้ว่าการ ธปท.ออกจากตำแหน่ง จนกระทบความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ
ความเห็นต่างแต่ไม่ขัดแย้งครั้งนี้ ยังน่าจะส่งผลดีกับเศรษฐกิจทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นว่า ทางฝ่ายนโยบายและผู้ปฏิบัติมีความตั้งใจในการบริหารและดูแลเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ ถึงมีความเห็นต่าง แต่ต่างฝ่ายต่างพยายามที่จะหาจุดร่วมตรงกลางทำให้เกิดผลดีที่สุดกับเศรษฐกิจ โดยที่แต่ละฝ่ายยังไม่เสียจุดยืนในหน้าที่ของตัวเอง
สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจการเมือง ระบุว่า การดำเนินนโยบายดอกเบี้ย มองได้ทั้งในแง่ของสมคิด และผู้ว่าการ ธปท. ถูกทั้งสองทาง อย่างไรก็ตามเห็นว่าค่าเงินบาทที่ปัจจุบัน 35-36 บาท/เหรียญสหรัฐ มีความเหมาะสมกับเศรษฐกิจอยู่แล้ว เพราะการทำให้ค่าเงินบาทอ่อนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจทำได้ไม่มาก เพราะไม่มีใครฝืนตลาดไปได้ และการฝืนตลาดมากๆ จะทำให้เก็งกำไรจนสร้างความเสียหายให้กับเศรษฐกิจในภายหลัง
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท.ปัจจุบันที่ 1.50% ก็ถือว่าพอดีกับเศรษฐกิจ เนื่องจากที่ผ่านมา ธปท.ลดดอกเบี้ยมา 2 ครั้ง จาก 2% ทำให้ปัจจุบัน ธปท.มีกระสุนอยู่ในมือตุนไว้ เพราะเศรษฐกิจไทยตอนนี้อยู่ในช่วงรอดูความชัดเจน เนื่องจากรัฐบาลมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาจำนวนมาก และการเบิกจ่ายลงทุนก็กำลังเบิกจ่ายในช่วงครึ่งปีหลัง หากเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นก็ไม่จำเป็นต้องลดดอกเบี้ย แต่หากเศรษฐกิจไทยยังอ่อนแรงลงไปอีก ธปท.ก็ยังสามารถลดดอกเบี้ยได้อีก ช่วยประคองเศรษฐกิจในระยะสั้นได้
ดังนั้น นโยบายดอกเบี้ยยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นและดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย เพียงแต่ว่าจะมีการนำมาใช้ให้ถูกที่ถูกเวลาเพื่อให้เกิดประโยชน์กับเศรษฐกิจมากที่สุดเท่านั้น







