posttoday
ต้องรีบฉวยโอกาส

ต้องรีบฉวยโอกาส

17 พฤษภาคม 2559

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สภาพัฒน์ แถลงเมื่อวานนี้ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ จีดีพีของประเทศ ในไตรมาสแรกปีนี้เท่ากับ 3.2% ซึ่งสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส นับว่าเป็นข่าวที่ดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเรา ซึ่งต้องเผชิญกับความซบเซาทางเศรษฐกิจมานานปี

คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สภาพัฒน์ แถลงเมื่อวานนี้ว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ คือ จีดีพีของประเทศ ในไตรมาสแรกปีนี้เท่ากับ 3.2% ซึ่งสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส นับว่าเป็นข่าวที่ดีอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทยเรา ซึ่งต้องเผชิญกับความซบเซาทางเศรษฐกิจมานานปี

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูในรายละเอียดจะพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งให้จีดีพีในไตรมาสแรกปีนี้สูงกว่าที่องค์กรทางเศรษฐกิจทางภาครัฐและเอกชนทั้งหลายได้คาดการณ์ไว้ มาจากการเติบโตของการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐ บวกกับความรุ่งเรืองของภาคการท่องเที่ยวเป็นหลัก นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐเติบโต 8% การลงทุนภาครัฐสูงขึ้น 12.4% และการท่องเที่ยวขยายตัว 15.8% ในขณะที่การบริโภคภาคครัวเรือนเติบโตเพียง 2.3% และการลงทุนภาคเอกชนเติบโตเพียง 2.1% ส่วนภาคเกษตรนั้นติดลบ 1.5% และภาคอุตสาหกรรมก็ติดลบ 0.3%

จากรายละเอียดที่ปรากฏ สะท้อนให้เห็นว่า ในภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจเอกชนนั้นยังมีปัญหาอยู่ อาจจะเป็นเพราะทั้งภาคครัวเรือนและธุรกิจเอกชนยังขาดความมั่นใจที่จะใช้จ่ายหรือลงทุนเพิ่มเติม หรืออาจจะเป็นเพราะขาดแคลนกำลังเงินที่จะใช้และลงทุน หรืออาจจะเป็นทั้งสองส่วนประกอบกัน

สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งคิดเป็นการบ้านคือ ทำอย่างไรจึงจะส่งให้ข่าวดีของการที่จีดีพีไตรมาสแรกปีนี้เติบโตสูงสุดในรอบ 12 ไตรมาส มีผลส่งให้จีดีพีในไตรมาสต่อๆ ไป ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเกิดการฟื้นตัวอย่างจริงจังและยั่งยืน

ตัวที่สำคัญที่สุดที่รัฐบาลควรจะต้องเข้าไปแก้ไขก็คือ การลงทุนภาคเอกชน เพราะจากการวิเคราะห์ของหลายๆ สำนัก สาเหตุส่วนหนึ่งที่การลงทุนภาคเอกชนยังไม่กระเตื้องก็คือ การที่ภาคเอกชนยังขาดความมั่นใจ เพราะยังไม่เห็นสัญญาณที่เด่นชัดของการลงทุนในโครงการใหญ่ๆ จากภาครัฐ

นอกจากนั้น รัฐบาลก็ควรจะเร่งเพิ่มมาตรการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ซึ่งหลายๆ ปีที่ผ่านมา ความน่าลงทุนในไทยถูกนโยบายประชานิยมของรัฐบาลก่อนๆ ทำลายไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มค่าแรงเร็วกว่าที่ควรจะเป็น หรือการกระตุ้นให้มีการซื้อบ้านซื้อรถโดยไม่ได้สร้างอุปสงค์ที่แท้จริง ล้วนแล้วแต่ส่งผลลบอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลจึงควรออกมาตรการเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นให้เอกชนลงทุนมากขึ้น ลำพังแต่เพียงแค่การปรับโครงสร้างภาษีธุรกิจอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ

การใช้จ่ายจากรัฐบาลนั้น มีกำลังจำกัด ในขณะที่การส่งออกก็เป็นภาวะของเศรษฐกิจทั่วโลก ส่วนการส่งเสริมการใช้จ่ายของภาคครัวเรือนด้วยการส่งเสริมการเป็นหนี้ ยิ่งไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้องและยั่งยืน

การส่งเสริมการลงทุนจากภาคเอกชน จะทำให้เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้ของภาคครัวเรือนสูงขึ้น การใช้จ่ายก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และความต้องการสินค้าเกษตรมาเป็นวัตถุดิบในภาคการผลิตก็จะสูงขึ้นด้วย และเมื่อนั้นเศรษฐกิจก็จะเริ่มฟื้นตัวอย่างจริงจังและยั่งยืน

ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้โอกาสดีของข่าวดีจากอัตราจีดีพีสูงเกินคาดผ่านไปโดยไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ การหวังว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษต่างๆ จะเป็นตัวดึงดูดให้มีการลงทุนจากภาคเอกชน ไม่น่าจะเพียงพอ แต่รัฐบาลจะต้องเร่ง “ตอกเสาเข็ม” ในเมกะโปรเจกต์ รวมทั้งการออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพิ่มเติม เศรษฐกิจของประเทศจึงจะสามารถเข้าสู่ภาวะของการพลิกฟื้นอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท