
บุกจับร้านค้าสัตว์ป่าพบลูกนกเงือกหัวแรดที่ถูกขโมยจากโครงการวิจัย
นราธิวาส-ตร.สภ.ยี่งอบุกตรวจค้นร้านลักลอบค้าสัตว์ป่า พบลูกนกเงือกหัวแรดที่ถูกขโมยไปจากโพรงนักวิจัย พร้อมสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก
นราธิวาส-ตร.สภ.ยี่งอบุกตรวจค้นร้านลักลอบค้าสัตว์ป่า พบลูกนกเงือกหัวแรดที่ถูกขโมยไปจากโพรงนักวิจัย พร้อมสัตว์ป่าอีกจำนวนมาก
หลังจากกรณีที่มีคนร้ายเข้าไปขโมยลูกนกเงือกหัวแรดในโพรงหรือรังที่ 29 ภายในอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งนักวิจัยโครงการศึกษานิเวศวิทยาของนกเงือก คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลกำลังเฝ้าติดตามอยู่ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 พ.ค. พ.ต.อ.ปัตตะ มะดาวา ผกก.สภ.บาเจาะ เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.ยี่งอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บาเจาะ บุกตรวจค้นร้านลักลอบค้าสัตว์ป่าในอ.ยี่งอ พบของกลางเป็นสัตว์ป่ามากมาย และหนึ่งในนั้นมีลูกนกเงือกหัวแรดในโพรงหมายเลข 29 ที่ถูกขโมยไปด้วยรวมอยู่ด้วย
ดร.นณณ์ ผาณิตวงศ์ ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ปัจจุบันสถานการณ์การลักลอบค้าสัตว์ป่าในประเทศไทยมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะการซื้อ-ขายบนเฟสบุุ๊คและเว็บไซต์ต่างๆ ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดผู้ค้าสัตว์ป่าหน้าใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เนื่องจากสามารถโพสต์ซื้อ-ขายสัตว์ป่าหรือสัตว์หายากได้ง่าย โดยไม่ต้องเสี่ยงที่จะถูกจับดำเนินคดีเหมือนกับการไปหาซื้อตามตลาดสัตว์เลี้ยงที่มักจะมีการลักลอบขายสัตว์เหล่านี้อย่างในอดีต
“สมัยก่อนคนขายสัตว์ป่าต้องมีเครือข่าย มีความรู้เรื่องสัตว์พันธุ์ต่างๆ มีช่องทาง แต่ตอนนี้คนทั่วๆ ไปก็ขายสัตว์ได้ เพราะถ้าไปเดินดูตลาดนัดจตุจักรตอนนี้ก็ไม่เจอสัตว์ป่าแล้ว แต่ไปแรงมากบนเฟสบุ๊คที่มีเพจพวกนี้อยู่เยอะและติดตามได้ง่าย แค่ใครสักคนสามารถจับนกป่าหรือเจอสัตว์แปลกๆ และไม่รู้ว่าเป็นพันธุ์อะไร ก็เอามาโพสต์ถามก็จะมีคนเข้ามาตอบ คนซื้อกับคนขายก็มาเจอกัน การซื้อขายสัตว์ป่าจึงง่ายกว่าแต่ก่อน ดังนั้นก็น่าจะทำให้สัตว์ป่าถูกจับไปขายมากขึ้นตามความต้องการของตลาด” ดร.นณณ์ กล่าว
ขณะที่น.สพ.บริพัตร ศิริอรุณรัตน์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์วิจัยและการศึกษาองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า องค์การสวนสัตว์ฯ มีหน้าที่ดูแลสวนสัตว์ของรัฐที่มีอยู่ 8 แห่ง ซึ่งสัตว์ที่เข้ามาในสวนสัตว์เหล่านี้ จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบบัญชีสัตว์และฐานข้อมูล ดังนั้นนกเงือกหรือสัตว์ทุกตัวจึงเป็นการได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่สัตว์ที่ถูกลักลอบจับออกจากป่าอย่างแน่นอน
น.สพ.บริพัตร กล่าวต่อว่า สำหรับสวนสัตว์เอกชนนั้น องค์การสวนสัตว์ฯ ไม่มีหน้าที่ตรวจสอบ เนื่องจากเป็นอำนาจของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในการเข้าตรวจสอบสวนสัตว์เอกชนที่ได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมาย นอกจากนี้่ยังมีสวนสัตว์เอกชนอีกหลายแห่งที่ไม่ได้จดทะเบียน จะเป็นหน้าที่ของกองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(บก.ปทส.) ในการเข้าไปตรวจสอบหรือดำเนินคดีกับสวนสัตว์ที่กระทำผิดหรือมีสัตว์ป่าในครอบครอง
“กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ สามารถตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอและอัตลักษณ์สัตว์ป่าได้ชัดเจน ซึ่งกรมอุทยานก็มีหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์อยู่แล้ว มีห้องแลปและเครื่องมือพร้อม ถ้าทางทีมวิจัยนกเงือกสามารถให้ตัวอย่างดีเอ็นเอเพื่อใช้เป็นข้อมูลต้นทางในการตรวจสอบ ก็จะสามารถยืนยันนกเงือกเป็นรายตัวพ่อแม่และลูกนกได้ชัดเจน” น.สพ.บริพัตร กล่าว







