
ต่างชาติรุมบีบ ประชามติเสี่ยงสะดุด
ถึงจะไม่ใช่การ “ประณาม” แต่หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ถึงจะไม่ใช่การ “ประณาม” แต่หากพิจารณาจากถ้อยแถลงของ เกล็น เดวีส์ เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ที่แสดงจุดยืนความเป็นห่วงสถานการณ์ในประเทศไทยอย่างละเอียดก็ต้องยอมรับว่าเนื้อหาหลายส่วนกระทบต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ไม่มากก็น้อย
แถมยังอาจจะพัฒนากลายเป็นแรงกดดันที่สำคัญ จนทำให้รัฐบาล คสช.ต้องดำเนินการอะไรสักอย่างเพื่อผ่อนคลายมาตรการที่คุมเข้มการแสดงออกในเวลานี้
เกล็น เดวีส์ ระบุผ่านสื่อมวลชน แสดงความไม่สบายใจกับเหตุการณ์จับกุมเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโพสต์ข้อความออนไลน์ รวมถึงการจับกุมมารดาของนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งขัดแย้งกับพันธกิจของไทยต่อนานาชาติ ซึ่งไม่เป็นการเคารพเสรีภาพในการแสดงออก สร้างบรรยากาศของการข่มขู่ และทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง
อีกทั้งการข่มขู่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครอบครัว ทำให้เกิดความวิตกกังวลและห่วงใยอย่างยิ่งต่อพันธกรณีของไทยที่ต้องเคารพเสรีภาพในการแสดงความเห็น รวมทั้งสหรัฐยังคงวิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น การจำกัดเสรีภาพขั้นพื้นฐาน การจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น สิทธิในการชุมนุม รวมถึงการนำพลเรือนขึ้นศาลทหาร
“สหรัฐเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยินยอมให้มีการพูดคุยกันอย่างเปิดเผย และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในอนาคตทางการเมืองของประเทศ ซึ่งรวมถึงการร่างรัฐธรรมนูญและการลงประชามติในเดือน ส.ค. เราขอเรียกร้องและกระตุ้นให้ไทยยกเลิกข้อจำกัดต่างๆ เหล่านี้”
ไม่เพียงแค่สหรัฐเท่านั้นที่ออกมาขยับเรื่องนี้ เพราะไม่กี่วันก่อนหน้าในเวทีการเสนอรายงานการทบทวนสิทธิมนุษยชนของประเทศตามกลไก Universal Periodic Review (UPR) รอบที่ 2 ในการประชุมคณะทำงานยูพีอาร์ สมัยที่ 25 ที่นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส
จะพบว่าหลายชาติให้ความสนใจสอบถามถึงบรรยากาศที่สิทธิในประเทศไทยถูกกระทบ และหลายคำถามในวันนั้นก็ยังไม่มีคำตอบที่ทำให้มั่นใจได้ว่าจะนำไปสู่สถานการณ์ที่ดีขึ้นในอนาคต
ต้องยอมรับว่ายิ่งเข้าใกล้ช่วงการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ สิทธิการแสดงความคิดความเห็นกลับยังถูกปิดกั้น และอาจเข้มงวดกว่าในช่วงหลังรัฐประหารด้วยซ้ำ สวนทางกับสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะหลายฝั่งคาดหวังว่าในช่วงก่อนออกเสียงประชามติ ควรเปิดให้มีการอภิปรายจุดเด่นจุดด้อยกันอย่างกว้างขวางรอบด้าน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสร้างการยอมรับให้เป็นกฎกติกาสูงสุดของประเทศ
ที่ผ่านมาเสียงเรียกร้องจากหลายฝ่าย ทั้งภาคการเมือง ภาควิชาการ ไปจนถึงภาคประชาชน ต้องการให้รัฐบาล คสช. เปิดช่องการแสดงความคิดความเห็นมาโดยตลอด
ทว่าผลลัพธ์ที่ออกมากลับตรงข้ามด้วยกฎระเบียบที่เข้มงวด ทั้ง พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติพ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.การชุมนุมในที่สาธารณะ และคำสั่ง คสช. กลายเป็นกฎเหล็กสกัดไม่ให้มีการเคลื่อนไหวแสดงความคิดเห็นได้อย่างที่ควรจะเป็น
คู่ขนานไปกับการเชือดไก่ให้ลิงดู ทั้งคุมตัวฝากขังหลายกรณี แต่อีกด้านกลับเป็นการปลุกแนวร่วมออกมาเรียกร้องรัฐบาล คสช.มากขึ้นเรื่อยๆ
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมืองเข้าพบข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สหประชาชาติ เพื่อให้จับตาสถานการณ์สิทธิไทยช่วงประชามติ และเรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีโดยเร็ว
ล่าสุด พรรคเพื่อไทยออกแถลงการณ์กระทุ้งอีกรอบขอให้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ระบุว่า ตามที่กลุ่มวิชาชีพต่างๆ ในสังคมไทยได้ร่วมกัน
เรียกร้องให้กระบวนการทำประชามติต้องเปิดกว้าง มีการรับฟังความคิดเห็นต่างๆ อย่างรอบด้าน
ทั้งหมดเป็นแรงกดดันที่รุมเร้า คสช.เวลานี้ แต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มองว่าการห่วงใยเรื่องละเมิดสิทธิเสรีภาพ เพราะเขาไม่ได้มาเห็นและรับรู้เรื่องในประเทศ เรื่องศาลทหารก็ดำเนินการตามกฎหมายทุกๆ ประเทศก็ใช้มาตรการกฎหมายแบบนี้ทั้งนั้น ไม่มีอะไรไปละเมิดสิทธิมนุษยชนเลย
แถมส่งสัญญาณไม่ปรับแก้กฎระเบียบต่างๆ พร้อมย้ำว่า “รัฐบาลและ คสช.ต้องเดินหน้าตามโรดแมป เพราะประเทศต่างๆ เขาติดตามอยู่ว่าเราเดินตามโรดแมปหรือไม่ ถ้ายังมัวแต่มาเตะขาเตะแข้งกันแบบนี้ โรดแมปก็ไม่เดิน ซ้ำร้ายพวกผมที่ทำงานขณะนี้คงแย่แน่นอน”
ตราบที่ทุกอย่างยังเป็นเช่นนี้ไม่มีการแก้ไข แรงกดดันจากต่างชาติจะยิ่งเพิ่มมากขึ้น และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อการออกเสียงประชามติในอนาคต







