posttoday
โจรใส่สูท (2)

โจรใส่สูท (2)

16 พฤษภาคม 2559

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

หลังจากเล่าเรื่องวิธีการหาเงินของมหาเศรษฐีแห่งวงการโทรศัพท์มือถือไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก็มีเพื่อนส่งเรื่องราวที่ได้ประสบด้วยตนเองถึงสารพัดวิธีการอันแยบยลในการหาเงินกับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าที่ตามเทคโนโลยีไม่ค่อยจะทัน จะหวังพึ่ง กสทช.ก็ดูจะเป็นแค่เพียงเสือกระดาษที่ไม่ใช่คู่ต่อกรกับโจรใส่สูทได้

เรื่องของเพื่อนที่ส่งมานั้นหนักกว่าผมเป็นเครือข่าย AIS เหมือนกัน โดยถูกเรียกเก็บค่าใช้บริการเครื่องของพ่อ จากเดือนละ 400  เป็น 4,000  บาท เมื่อขอตรวจสอบก็ใช้เวลานานมาก พอขอย้ายค่ายเบอร์เดิมก็โยกโย้ถ่วงเวลา จนในที่สุดเมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ยังทิ้งลวดลายเอาไว้อีก โดยวันย้ายค่ายเกินรอบบิลไป 1 วัน ทางบริษัทเรียกให้จ่ายอีก 1 เดือน เพราะถือว่าขึ้นเดือนใหม่แล้ว เมื่อถูกโต้แย้งหนักเข้าก็ไม่มีเหตุผลที่จะอธิบายได้

เรื่องอย่างนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะค่ายใดค่ายหนึ่ง แต่คงจะเป็นเหมือนกันทุกเครือข่าย หนักบ้างเบาบ้าง เท่านั้น แต่ทุกเครือข่ายจะเหมือนกันหมด คือการหาวิธีอารัดเอาเปรียบดูดเงินจากกระเป๋าลูกค้าให้ได้มากที่สุดเสมอ

ไหนก็ว่ากันด้วยเรื่องโทรศัพท์มือถือแล้ว ก็ขอฝากดังๆ ไปถึง กสทช. เสือกระดาษเรื่องการคิดค่าใช้โทรศัพท์ที่ไม่เป็นธรรม โทรศัพท์ของผมคิดเวลาใช้ตั้งแต่เมื่อมีสัญญาณเรียก แม้จะยังไม่มีผู้รับสาย เวลาเริ่มเดินแล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเรียกร้องอย่างไร เพราะไม่ได้เป็นทุกครั้ง นี่ก็เป็นวิธีการหาเงินอย่างหนึ่งของบรรดาเศรษฐีใส่สูทที่หากินกับผู้บริโภคที่ไม่มีทางเลือก อีกเรื่องหนึ่งที่ กสทช.ทำอะไรไม่ได้คือ ค่าโทรศัพท์ที่ให้คิดไม่เกินนาทีละ 1 บาท ในบางโปรโมชั่นเขาคิดนาทีละ 4 บาท ไม่ต้องถามว่าเป็นโปรโมชั่นไหน ถ้า กสทช.หาไม่ได้ก็ลาออกไปให้หมด หรือการจ่ายแบบ Prepaid ที่ห้ามที่ตัดเวลาที่ลูกค้าใช้ไม่หมด แต่ในความเป็นจริงทุกวันนี้เขาก็ยังตัดเวลากันอยู่

ทั้งหลายทั้งปวงอันเกี่ยวกับการหาเงินของเจ้าของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยังมีอีกมากมาย ถ้าเปิดเวทีให้ผู้ใช้ได้มีโอกาสแจกแจงกัน คงจาระไนกันไม่หมด กลวิธีของผู้ประกอบการนั้นแยบยล ยากที่จะตามทัน เขาอาศัยจุดอ่อนของผู้บริโภคที่จำเป็นต้องใช้บริการ แม้จะมีของใหม่ให้เล่น เช่น Line ที่สามารถใช้แทนโทรศัพท์ได้โดยไม่ต้องเสียเงิน เป็นที่ถูกใจไม่เฉพาะ Gen X Gen Y แม้มนุษย์ป้ามนุษย์ลุงก็ติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง แม้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้จะสามารถสื่อสารกันได้ง่าย แต่ต้องอาศัย Internet ผู้ประกอบการเขารู้ เขาก็เปลี่ยนกลยุทธ์ในการให้บริการด้านอินเทอร์เน็ตที่เป็นความจำเป็นในปัจจุบันที่เข้ามาแทนที่โทรศัพท์

ผู้บริโภคโดยเฉพาะมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าต้องระมัดระวังตรวจสอบ เรียนรู้เพื่อรักษาประโยชน์ของตัวเอง อย่าไปหวังพึ่ง กสทช.อย่างเดียว

นอกจากการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคของบริษัทมือถือแล้ว ยังมีอีกกรณีหนึ่งที่อยากจะเรียกร้องมานานแล้ว คือระเบียบของธนาคาร

ในฐานะนักกฎหมายที่ผ่านพบเห็นเรื่องราวของการจัดการมรดกมาพอสมควร ขอบอกว่า ธนาคารมีรายได้จากบัญชีเงินฝากของคนตายไปฟรีๆ โดยไม่เป็นธรรมกับลูกหลาน

ตามกฎหมาย เมื่อบุคคลถึงแก่ความตาย ทรัพย์สินของผู้ตายนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาท ไม่ว่าจะเป็นทายาทโดยธรรมหรือทายาทโดยตามพินัยกรรม

การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากในธนาคารนั้น ธนาคารมีระเบียบให้ผู้เบิกถอนต้องขอให้ศาลตั้งเป็นผู้จัดการมรดกเสียก่อนจึงจะให้ถอนเงินได้ ไม่ว่าจำนวนเงินจะมากน้อยเท่าใด

ความจริงแล้ว กฎหมายแพ่งมาตรา 1711 บอกไว้ว่า ผู้จัดการมรดกตั้งได้ 2 วิธี คือ ตั้งโดยพินัยกรรม กับให้ศาลตั้ง ผู้จัดการมรดกทั้งสองประเภทมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเหมือนกัน แต่ในทางปฏิบัติ ธนาคารจะยอมรับเพียงผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาลเท่านั้น ซึ่งก็มีเหตุผล เป็นกรณีที่น่าเห็นใจ เพราะธนาคารไม่สามารถทราบได้ว่าพินัยกรรมนั้นจริงหรือปลอม หากจ่ายเงินให้ผู้จัดการมรดกตามพินัยกรรมอาจถูกฟ้องร้องได้ แต่หากเป็นผู้จัดการมรดกที่ศาลตั้งธนาคารก็รอดตัวไป สามารถอ้างได้ว่าทำตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นหน้าที่ต้องปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติเสียอีกจะเป็นปัญหาอาจถูกฟ้องร้องได้ ด้วยเหตุดังกล่าวจึงต้องให้ทายาทไปร้องขอต่อศาลให้ตั้งผู้จัดการมรดกเสียก่อนทุกกรณี เพื่อจะได้ไม่ต้องเสี่ยงถูกฟ้อง ให้ทายาทไปผ่านกระบวนการทางศาล ถ้าจะทะเลาะกันไปทะเลาะกันที่ศาล

ในความเป็นจริง การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกส่วนใหญ่ประเมินเอาเองว่าไม่น่าจะต่ำกว่าร้อยละ 80 ที่ไม่ได้มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างทายาท แต่ก็ต้องไปร้องขอให้ศาลตั้งผู้จัดการมรดก มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มีการแย่งชิงทรัพย์มรดกกัน และส่วนน้อยนี่แหละที่ทำให้ธนาคารไม่กล้าที่จะให้เบิกเงินไปได้โดยง่าย

การร้องเป็นผู้จัดการมรดกต่อศาล เป็นคดีฝ่ายเดียวง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก แต่ต้องเสียค่าธรรมเนียมศาลและค่าใช้จ่าย ค่าธรรมเนียม 200 บาท และค่าประกาศหนังสือพิมพ์ 500 บาท เป็นมาตรฐานแน่นอนทุกศาล ถ้ารวมค่าถ่ายเอกสาร ค่าคัดคำสั่ง ค่ารถค่าเรือ ก็น่าจะไม่เกิน 1,000 บาท  ไม่รวมค่าทนายความ ซึ่งแล้วแต่ทนายจะคิดค่าตัว ค่าเสียเวลา ซึ่งไม่เท่ากัน ฉะนั้นหากเจ้ามรดกมีทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก การร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกก็คุ้มค่าและมีความจำเป็น

แต่ในบางกรณีเป็นที่น่าเห็นใจ ชาวบ้านบางคนมีเงินฝากเหลืออยู่ในธนาคาร 2,000-3,000  บาท อย่างเก่งไม่เกิน 5,000 บาท เงินจำนวนดังกล่าวจะว่าน้อยก็ไม่น้อยหากเป็น
ชาวบ้าน คนหาเช้ากินค่ำ เงิน 2,000 บาท มีค่าสำหรับพวกเขา แต่สำหรับคนมีฐานะก็คงไม่ใช่เงินมากมาย สามารถทิ้งได้ และหลายรายก็มักไม่ติดใจที่จะตั้งผู้จัดการมรดก เพราะไม่คุ้มค่า ไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย ค่าเสียเวลา

เงินจำนวนนี้ ธนาคารได้ไปฟรีๆ

ธนาคารน่าจะพิจารณาในกรณีนี้ ประชุมออกระเบียบให้ชัดสำหรับเงินฝากที่มีจำนวนไม่มาก อาจจะเป็นจำนวนมากกว่า 5,000 หรือ 1 หมื่นบาท ที่จะต้องมีคำสั่งศาล ให้คุ้มกับค่าใช้จ่ายในการร้องศาลตั้งผู้จัดการมรดก

การที่ธนาคารไม่กล้าให้ทายาทถอนเงิน เพราะกลัวว่าจะถูกฟ้องจากทายาทคนอื่น แต่หากคิดในอีกแง่มุมหนึ่ง หากผู้ตายมีเงินฝาก 5,000 หรือ 1 หมื่นบาท แม้จะมีการจ่ายเงินผิดไปจริงๆ ถ้าทายาทคนอื่นจะมาฟ้องร้องมันก็คงไม่คุ้มที่จะฟ้องอยู่ดี เพราะค่าทนายความก็คงมากกว่าจำนวนเงินที่จะได้อยู่แล้ว และแม้ในกรณีเลวร้ายที่สุด (ซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้) หากธนาคารจะต้องรับผิดก็เป็นเงินเล็กน้อยมากสำหรับธนาคาร แต่มันเป็นเงินที่มีความหมายสำหรับคนยากคน

หลายๆ ธนาคารมีโครงการ CSR ทำคุณประโยชน์ให้กับสาธารณะ จะทำประโยชน์ให้กับลูกค้าที่ไม่ได้ใส่สูทบ้าง ก็จะเป็นบุญกุศลกว่าไปทำ CSR บางโครงการ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท