
เอสแอนด์พีมองธุรกิจแบงก์แกร่ง
เอสแอนด์พีมีมุมมองเสถียรภาพต่อธนาคารในอาเซียน รวมถึงไทย ทุนและงบการเงินยังแกร่ง
เอสแอนด์พีมีมุมมองเสถียรภาพต่อธนาคารในอาเซียน รวมถึงไทย ทุนและงบการเงินยังแกร่ง
บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (เอสแอนด์พี) สถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลกมีมุมมองต่อธนาคารอาเซียนมีเสถียรภาพ เพราะมีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะต้านทานกับปัญหาเศรษฐกิจโลกในปี 2559
นายอีวาน ตัน นักวิเคราะห์เครดิตโลกของเอสแอนด์พี เปิดเผยว่า ความสามารถของธนาคารในอาเซียนเป็นที่น่าพึงพอใจเมื่อเทียบกับคุณภาพสินทรัพย์ โดยหลายธนาคารมีระบบที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล
“เราเชื่อว่าหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ยังคงเพิ่มขึ้น แต่เป็นการทยอยเพิ่มมากกว่าพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว”
สำหรับธนาคารในประเทศไทยปีนี้คาดว่าเอ็นพีแอลยังคงเพิ่มขึ้น มาจากสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) คาดว่าสินเชื่อของภาคการส่งออก สินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์ และภาคการเกษตรยังมีปัญหาด้านสภาพคล่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ในขณะที่หนี้ครัวเรือนยังทรงตัวสูง และผู้มีรายได้น้อยไม่มีกำลังซื้อ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีนี้อัตราการเติบโตของสินเชื่อในไทยจะเท่ากับ 5% ใกล้เคียงปีก่อนที่เติบโต 4.4% จากสินเชื่อที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ที่รุนแรงขึ้นและความต้องการบริโภคที่ลดลงจะฉุดกำไรของกลุ่มธนาคารในปีนี้ โดยเอสแอนด์พีคาดว่าธนาคารไทยจะมีอัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (อาร์โอเอ) 1.1%
ทั้งนี้ ธนาคารไทยมีทุนที่แข็งแกร่งเมื่อเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว มีสำรองหนี้ที่มั่นคง งบการเงินที่แข็งแกร่ง
ธนาคารสิงคโปร์มีสำรองหนี้สูญสูงมากกว่า 100% และระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ นอกจากนั้นยังได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากรัฐบาล คุณภาพสินทรัพย์จะอิงกับเศรษฐกิจนอกประเทศเป็นหลัก
ธนาคารในอินโดนีเซียเผชิญกับความยากลำบากจากการชะลอตัวของสินเชื่อ คาดว่าเอ็นพีแอลจะเพิ่มขึ้น 3-4% ของสินเชื่อทั้งหมด จาก 2.9% เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ธนาคารขนาดใหญ่ยังมีความมั่นคั่งกว่าธนาคารขนาดเล็ก และมีการจัดการความเสี่ยงที่ดีกว่า
ธนาคารในมาเลเซียยังได้รับแรงกดดันจากทุนและสภาพคล่องที่ลดลง โดยเฉพาะเงินกองทุนขั้นที่ 1 จากราคาน้ำมันที่ลดลง และการสร้างหนี้ของครัวเรือน สินเชื่อเติบโต 6-8% จากค่าเฉลี่ย 5 ปีที่สูงถึง 10% ขณะที่ธนาคารในฟิลิปปินส์มีต้นทุนสูงจากการปล่อยสินเชื่อเพื่อการบริโภค และประเทศไม่มีองค์กรเครดิตบูโร ทำให้ไม่มีวัฒนธรรมในการใช้จ่าย ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยเอ็นพีแอลกลับลดลงเหลือ 2.2% เมื่อสิ้นปี 2558 จาก 2.4% ปี 2557







