
Realpolitik กับชาวเน็ต
ในฐานะที่ทำข่าวต่างประเทศมานาน ผมสงสัยมาระยะหนึ่งแล้วว่าในยุคที่เรามีโซเชียลมีเดียมีแหล่งข้อมูลออนไลน์มหาศาล
โดย...กรกิจ ดิษฐาน
ในฐานะที่ทำข่าวต่างประเทศมานาน ผมสงสัยมาระยะหนึ่งแล้วว่าในยุคที่เรามีโซเชียลมีเดียมีแหล่งข้อมูลออนไลน์มหาศาล แต่ทำไมการลุกฮือทางการเมืองถึงล้มเหลวในหลายประเทศ เพราะแม้จะล้มรัฐบาลสำเร็จแต่บ้านเมืองจะวุ่นวายไม่สิ้นสุด หรือบางแห่งล้มไม่ได้แถมรัฐยังแกร่งในด้านไอทีมากขึ้นไปอีกด้วยซ้ำทั้งๆ ที่ผู้ลุกฮือใช้โซเชียลมีเดียตอบโต้หนักมาก เช่น อิหร่าน
ความสงสัยเริ่มกระจ่างเมื่อได้ฟังปาฐกถา TED Talks ของ วาเอลโฆนิม (Wael Ghonim) ซึ่งเป็นแอดมินเพจการเมืองที่มีส่วนปลุกกระแสปฏิวัติประชาชนในอียิปต์ ด้วยความที่ตอนนั้นโซเชียลมีเดียมีส่วนอย่างมากในการระดมพลังประชาชนโค่นล้มรัฐบาลอำนาจนิยม โฆนิมจึง “เคย” เชื่อว่า “ถ้าคุณคิดจะปลดปล่อยสังคม ขอแค่มีอินเทอร์เน็ตเท่านั้นเป็นพอ” แต่วันนี้โฆนิมบอกว่าเขาคิดผิด
โฆนิมบอกว่าหลังพลังประชาชนโค่นเผด็จการมูบารักแล้วบรรยากาศมันช่างน่าตื้นตันสุดๆ แต่แล้วหลังจากนั้นอียิปต์เละเป็นโจ๊ก มีการเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ในระบบเสรีไม่เท่าไหร่ประชาชนก็ไม่พอใจออกมาไล่รัฐบาลซะงั้น ทำให้กองทัพต้องยึดอำนาจกลับไปสู่วงจรเดิมๆ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้โฆนิมสิ้นหวังและงุนงงมากกว่าทำไมการปฏิบัติด้วยโซเชียลมีเดียจึงพังพินาศ
โซเชียลมีเดียมีพลังในการเปลี่ยนแปลงก็จริง แต่สำหรับโฆนิมปัญหาหลักอยู่ที่ “ข่าวลือ ข่าวกุ ข่าวมั่ว ทัศนะเสียดสีชิงชัง” ทำให้สังคมที่กำลังตั้งไข่บนถนนเสรีเป๋ไปเป๋มาหนักเข้าก็แตกเป็นฝ่าย โลกโซเชียลเต็มไปด้วยพวกเกรียน พวกกุข่าว ทัศนะเสียดสีชิงชัง (Hate speech) หนักเข้าสังคมอียิปต์ก็แตกเป็นเสี่ยง โฆนิมบอกว่า ความแตกแยกทางการเมืองนี้เกิดจากสันดานดิบของมนุษย์ โดยมีเทคโนโลยีช่วยเร่งให้สันดานดิบเผยตัวออกมาเร็วขึ้นเพียงคลิกเดียว
ถึงจะเป็นเรื่องของอียิปต์แต่ประสบการณ์ของโฆนิมมีค่ามาก เพราะจะช่วยสังคมไทยให้ยั้งคิดได้ไม่น้อย เขาชี้ให้เห็นจุดอ่อนของโซเชียลเน็ตเวิร์กในการเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองว่า 1.เราไม่รู้วิธีจัดการกับข่าวลือ ยิ่งข่าวลือที่สอดคล้องกับอคติของเราด้วยแล้วเรายิ่งเชื่อสุดใจและยิ่งแชร์ไปถึงคนเป็นล้านๆ 2.เราจะจับกลุ่มเพื่อฟินกันเอง เราจะสื่อสารกับคนที่เราเห็นด้วย ถ้าไม่ชอบใจก็แค่เลิกติดตามหรือบล็อกไปเลย 3.การถกเถียงออนไลน์มักยกระดับกลายเป็นม็อบที่บ้าคลั่งเกรี้ยวกราด เพราะเรามักลืมไปว่าคนที่เราคุยด้วยมีตัวตนจริง ไม่ใช่แค่อวตารออนไลน์ (หรือในทางกลับกัน) 4.เราถูกบีบให้แสดงทัศนะที่ซับซ้อนในระยะเวลาและพื้นที่จำกัดในโลกโซเชียล พอแสดงออกไปก็มักเปลี่ยนยากเพราะไม่ทันกับกระแสความเร็ว (เช่นบางคนถูกแคปหน้าจอประจาน) และ 5.โซเชียลมีเดียมีลักษณะบีบให้คนอวดตัวเองมากว่ามีส่วนร่วมกับคนอื่น โพสต์เรื่องตัวเองมากกว่าเสวนากัน แสดงทัศนะที่ตื้นเขินแทนที่จะลุ่มลึก
โฆนิมเสนอกลไกที่จะพัฒนาสังคมออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพขึ้นเพื่อขัดเกลาผู้ใช้ให้มีคุณภาพมากขึ้น ผมสังเกตว่าเขาไม่เน้นใช้มันเพื่อหวังความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอีก แต่หวังผลในตัวผู้ใช้มากกว่า เพราะตราบใดที่คนยังอาศัยโซเชียลฯ แสดงความดิบภายในออกมา ก็ป่วยการที่จะหวังพัฒนาการที่สูงส่งในทางการเมือง และจบท้ายด้วยการกล่าวว่า “วันนี้ผมเชื่อว่าหากเราต้องการจะปลดปล่อยสังคม เราต้องปลดปล่อยอินเทอร์เน็ตเป็นอันดับแรก”
สำหรับผม ประสบการณ์ของโฆนิมให้แง่คิด 2 เรื่อง 1.การใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อหวังผลทางการเมืองยังต้องอาศัยการเมืองเชิงอำนาจหรือ Realpolitik ไปพร้อมๆ กัน ไม่เช่นนั้นความเปลี่ยนแปลงจะไม่เกิดขึ้นหรือเกิดแล้วไปไม่รอดซ้ำหนักกว่าเดิม 2.โซเชียลเน็ตเวิร์กยังต้องผ่านการขัดเกลาอีกมากจากบรรทัดฐานทางสังคมที่แท้จริง ในโลกออนไลน์เรามักทิ้งความเห็นอกเห็นใจไปเพราะเชื่อว่ามันเป็นอีกสถานที่หนึ่งสำหรับการปลดปล่อยสัญชาตญาณดิบ แทนที่จะเป็นการแลกเปลี่ยนอย่างอารยะ







