
141 สินค้างานไม้ ‘เติมช่องว่างแห่งการให้’
เพราะมองเห็นปัญหาของเด็กยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างล้วนสำเร็จรูปไปเสียหมด บวกกับการถูกเลี้ยงดูมาอย่างผิดๆ
โดย...ภาดนุ
เพราะมองเห็นปัญหาของเด็กยุคดิจิทัลที่ทุกอย่างล้วนสำเร็จรูปไปเสียหมด บวกกับการถูกเลี้ยงดูมาอย่างผิดๆ ยิ่งทำให้ขาดโอกาสเรียนรู้ทักษะหลายๆ อย่างตามธรรมชาติของตัวเอง จึงเป็นตัวสร้างปัญหาให้กับเด็กๆ ในวันข้างหน้า คมกฤช ตระกูลทิวากร และภรรยา (กฤติยา) ซึ่งมีลูกแฝดวัยไม่ถึง 5 ขวบในตอนนั้น (ปี 2553) จึงลุกขึ้นมาตั้งธุรกิจสินค้างานไม้เพื่อสังคมที่ชื่อ “141” (หนึ่งสี่หนึ่ง) โดยใช้ทักษะที่พวกเขาถนัดคือการออกแบบเพื่อช่วยเติมเต็มช่องว่างในสังคม ให้กับเด็กไทย
“ต้องบอกว่าเราได้แรงบันดาลใจมาจากโครงการ “One for One...รองเท้าแห่งการให้” ของแบรนด์ทอมส์ (Toms) ที่มีคอนเซ็ปต์ว่า ทุกครั้งเมื่อคุณซื้อรองเท้าทอมส์ 1 คู่ ทางแบรนด์ก็จะมอบรองเท้าใหม่ 1 คู่ให้แก่เด็กที่ไม่มีรองเท้าจากทั่วโลก ประกอบกับตอนนั้นเรามีลูกด้วย จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เรามองถึงการพัฒนาของเล่นที่เหมาะสมกับเด็กก่อนวัยเรียน นั่นก็คือ ของเล่นไม้ (แท้) ที่พิสูจน์แล้วว่าปลอดภัยต่อเด็กวัยนี้”
แต่การจะทำของเล่นไม้ออกมาขายสู้กับสารพัดของเล่นโตเกินวัยที่ปลูกฝังความคิดผิดๆ ให้กับเด็กในยุคที่มีการแข่งขันสูงไม่ใช่เรื่องง่าย ไหนจะต้นทุนที่สูง ไหนจะเรื่องที่ต้องขบคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้เด็กที่ขาดโอกาสได้มีของเล่นดีๆ กับเขาบ้าง โดยที่ลูกค้าซึ่งเป็นผู้ใหญ่จะยอมจ่ายเงินเพื่อส่งต่อของเล่นไปให้เด็กๆ เหล่านี้โดยไม่ใช่วิธี “ขอรับบริจาค”
“ผมและภรรยาจึงระดมความคิดกันว่า เรามาทำของแต่งบ้านจากไม้ดีไซน์เก๋ๆ ดึงดูดใจ เช่น ที่คั่นหนังสือ ชั้นวางของ นาฬิกา ฯลฯ เพื่อขายให้คนที่รักการแต่งบ้านดีกว่า โดยออกแบบให้มีช่องว่างที่หายไป แล้วนำเศษไม้ส่วนที่ขาดหายนั้นไปทำเป็นของเล่นให้เด็กๆ ก่อนวัยเรียนที่ขาดแคลนของเล่นทั่วประเทศ ลูกค้าจะได้ไม่ต้องอึดอัดใจที่จะซื้อ เพราะราคาไม่ได้แพงเวอร์ แถมยังได้ช่วยสังคมไปพร้อมกันด้วย เพราะสินค้าหนึ่งชิ้นที่เขาซื้อไป ก็เพื่อจะเป็นของเล่นอีกหนึ่งชิ้นที่ส่งต่อไปให้เด็กๆ ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว”
ดังนั้น ทุกๆ ปิดเทอมเมื่อของเล่นไม้เริ่มเต็มกระบะ คมกฤชและภรรยาจะมองหาศูนย์เด็กก่อนวัยเรียนเพื่อขนของเล่นไม้ ที่มีทั้งตัวสัตว์ ต้นไม้ รถ และสารพัดตัวละครที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการไปให้เด็กๆ ทั่วประเทศ
“หลังส่งของเล่นไปให้เด็กๆ แล้ว เราก็จะสอบถามครูพี่เลี้ยงกลับไปว่า เด็กๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร มีข้อที่ให้เราต้องปรับปรุงอย่างไรบ้าง สิ่งที่ตอบกลับมา ซึ่งเราคิดว่าได้รับอย่างมากมายคือ จากเดิมเด็กๆ อาจไม่มีอุปกรณ์หรือของเล่นที่จะเล่นเป็นเรื่องราวได้ เขาเจอแต่บล็อกสี่เหลี่ยม สิ่งที่เล่นกันก็คือ บ้าน อาคาร แต่เมื่อได้ของเล่นจากเราซึ่งมีทั้งสัตว์ ต้นไม้ และรถ ก็ทำให้พวกเขาสามารถเล่นเป็นเรื่องราวและเกิดจินตนาการขึ้นมาได้เยอะมาก”
คมกฤช ทิ้งท้ายว่า การจะทำให้กิจการอยู่รอดได้ในเชิงธุรกิจนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นี่จึงเป็นที่มาของการปรับกลยุทธ์ธุรกิจหลายๆ ด้านไปพร้อมกับการตอบสนองอุดมการณ์เพื่อสังคมไปด้วย เขาและภรรยาจึงคิดขยายไปสู่โครง การ “บ้านเรียนทำมือ” โดยสร้างชุมชนคนรักงานแฮนด์เมดขึ้น เพื่อให้ผู้ปกครองได้ไปใช้สถานที่และใช้เครื่องมือทำของเล่นให้กับลูกๆ โดยมีวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นวางขายที่นี่ นอกจากนี้ผู้ปกครองและเด็กๆ ยังได้พบปะพูดคุยกันใน “บ้านเรียนทำมือ” แห่งนี้ด้วย
“ผมอยากให้เทรนด์ธุรกิจเพื่อสังคมในบ้านเราไม่ใช่แค่กระแสหรือแฟชั่น แต่อยากให้ธุรกิจนี้ขยายวงกว้างได้เหมือนเทรนด์ธุรกิจสีเขียวหรือสินค้าออร์แกนิก ที่ปัจจุบันกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่เราจะพบเห็นสินค้าพวกนี้ได้ตามเชลฟ์ในสถานที่ต่างๆ หรือมี กรีนมาร์เก็ต รองรับ ซึ่งผมก็หวังอยากให้ธุรกิจเพื่อสังคมมี เอสอี มาร์เก็ต รองรับด้วยเช่นกัน”







