
รถไฟไทย-จีน 'ต้องมาก่อน'
หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ล้างไพ่นับหนึ่งโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน
หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ล้างไพ่นับหนึ่งโครงการความร่วมมือรถไฟไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-โคราช-หนองคาย และแก่งคอย-มาบตาพุด เมื่อปลายเดือน มี.ค. 2559
พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือโครงการรถไฟไทย-จีนใหม่ จากเดิมที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะตั้งบริษัทร่วมทุน 2 ชาติ และร่วมลงขันเงินลงทุนทั้งหมดในโครงการ แลกกับการให้สิทธิจีนในการพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ริมสองข้างทางรถไฟความเร็วสูงยาวเกือบ 873 กิโลเมตร เป็นฝ่ายไทยเป็นผู้ลงทุนโครงการเอง โดยลดขนาดการก่อสร้างเหลือเพียงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา แต่ยังคงใช้เทคโนโลยีรถไฟความเร็วสูงของจีน
ส่งผลให้การประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือรถไฟระหว่างไทย-จีน ที่มีการประชุม 9 ครั้ง ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค.-9 ธ.ค. 2558 และการประชุมทวิภาคี 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 แทบจะไม่มีความหมาย แม้จะใช้เวลาในการเจรจาความเมืองเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน
ทว่าโครงการรถไฟไทย-จีนยังต้องเดินหน้าต่อไป เพราะไทยและจีนต่างก็เป็น "มหามิตร" แม้ว่าการประชุมทวิภาคีระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ และนายกรัฐมนตรีจีน หลี่เค่อเฉียง เกี่ยวกับความร่วมมือรถไฟไทย-จีน ที่เมืองซานย่า มณฑลไห่หนานของจีน เมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2559 จะจบลงด้วยการเริ่มต้นนับหนึ่งก็ตาม
ในขณะที่รัฐบาลปักกิ่งเองก็ปรับท่าทีของตัวเองพอสมควร หลังโครงการความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงที่จีนตกลงร่วมมือกับหลายชาติมีอันตกรางอย่างไม่เป็นท่า ทำให้ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ถึงกับเอ่ยปากในการประชุมคณะกรรมาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อวันที่ 29 เม.ย.ที่ผ่านมา เป็นนัยว่า "เส้นทางสายไหมยุคใหม่ หรือ วัน เบลท์ วัน โรด ไม่เพียงจะก่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาวกับจีนเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อประเทศอื่นด้วย และหวังว่าประเทศนั้นๆ จะตระหนักถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับ"
กระทั่งในเวลาต่อมา อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม และคณะ ได้บินไปที่กรุงปักกิ่ง เพื่อเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการร่วมเพื่อความร่วมมือรถไฟระหว่างไทย-จีน ครั้งที่ 10 ระหว่างวันที่ 11-12 พ.ค.ที่ผ่านมา และนำมาซึ่งข้อสรุปที่ว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 250 กิโลเมตร ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง จะต้องเริ่มต้นก่อสร้างช่วงแรกให้ได้ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้
"ที่ประชุมเห็นชอบร่วมกันในการกำหนดแผนการดำเนินงานและกำหนดเริ่มต้นการก่อสร้างงานโยธาให้ได้ภายในเดือน ส.ค.-ก.ย.นี้ เพราะนายกฯ ไทยและจีนได้หารือร่วมกันว่าอยากให้เริ่มโครงการได้ในเดือน ส.ค. แต่มีเงื่อนไขว่ารถไฟที่จีนออกแบบมานั้นไทยจะต้องยอมรับ และให้ไทยเป็นผู้คัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง" อาคม แถลงผลการประชุมเมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ คณะกรรมการร่วม 2 ฝ่ายยังมีข้อตกลงร่วมกันอีก 4 ประเด็น คือ 1.ในเรื่องวงเงินลงทุนโครงการ ฝ่ายจีนตกลงที่จะทบทวนวงเงินก่อสร้างและวางระบบรถไฟให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ แต่ยังคงมาตรฐานความปลอดภัย โดยฝ่ายไทยยังยืนยันวงเงินก่อสร้างที่ 1.7 แสนล้านบาท ต่ำกว่าวงเงินเดิมที่จีนเสนอมาที่ 1.9 แสนล้านบาท
"คณะผู้เชี่ยวชาญจากจีนจะหารือกับคณะทำงานของฝ่ายไทย เพื่อที่จะสรุปรายการต่างๆ ที่จะสามารถปรับลดได้ เพราะฝ่ายจีนได้บอกว่าบางรายการยังไม่จำเป็นในช่วงต้นของโครงการ จึงมีแนวทางที่จะปรับปรุงราคาได้ แต่คงหลักการมาตรฐานและความปลอดภัย ความเหมาะสมเอาไว้ โดยจีนตกลงว่าจะออกแบบรายละเอียดโครงการให้เสร็จภายใน 60 วัน นับจากสัปดาห์หน้าที่ฝ่ายจีนจะส่งทีมลงมาเริ่มงานออกแบบ หรือภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้" อาคม กล่าว
2.ประเด็นรูปแบบการก่อสร้างและการลงทุน ทั้งสองฝ่ายตกลงกันว่าจะใช้รูปแบบวิศวกรรมการจัดหาและการก่อสร้าง หรือ Engineering Procurement and Construction (EPC) แต่จะแยกการลงทุนเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 งานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (EPC 1) จะครอบคลุมงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานใต้รางลงมา ซึ่งฝ่ายไทยจะเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างของไทยเข้าร่วมก่อสร้างโครงการ
แต่เพื่อให้ก่อสร้างได้เร็วที่สุด จะมีการก่อสร้างออกเป็น 4-5 ตอน จากเดิมที่รถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา จะแบ่งเป็น 2 ตอน คือ กรุงเทพฯ-แก่งคอย และแก่งคอย-นครราชสีมา เพื่อให้เริ่มดำเนินการได้เร็ว ส่วนการก่อสร้างจะทำแบบ Detail Design หรือที่ฝ่ายจีนเรียกว่า การออกแบบรายละเอียดแบบ Construction Drawing ซึ่งกำหนดรายละเอียดของแบบการก่อสร้างไว้ และจะทำให้หาผู้รับเหมาก่อสร้างได้เร็วขึ้น เพราะมีรายละเอียดทุกอย่างพร้อมแล้ว
"งานโครงสร้างพื้นฐานใน EPC 1 ฝ่ายไทยจะใช้แบบรายละเอียดที่จีนจัดทำขึ้นมาใช้คัดเลือกบริษัทก่อสร้างของไทย และไทย-จีนจะร่วมกันกำกับและตรวจสอบคุณภาพการก่อสร้างงานโครงสร้างพื้นฐานให้เป็นไปตามมาตรฐานของระบบรถไฟความเร็วสูงของจีน รวมทั้งเมื่อได้ผู้รับเหมาก่อสร้างจะต้องมีผู้กำกับ หรือ PMC หรือที่ปรึกษาในการควบคุมงาน เป็นการควบคุมงานร่วมกัน" อาคม ระบุ
ส่วนที่ 2 งานระบบรางและรถไฟความเร็วสูง (EPC 2) ฝ่ายจีนจะคัดเลือกรัฐวิสาหกิจของจีนที่มีผลงานด้านรถไฟความเร็วสูงที่มีคุณภาพ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายไทยก่อน
3.ประเด็นการให้บริการเดินรถไฟความเร็วสูง ฝ่ายไทยจะเป็นผู้ให้บริการรถไฟความเร็วสูง โดยไทยจะจัดตั้งบริษัทเดินรถเอง และฝ่ายจีนให้ความช่วยเหลือฝ่ายไทยในการบริหารการเดินรถและการฝึกอบรม ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรของไทยตั้งแต่เริ่มต้น ต่างจากรูปแบบเดิมที่ฝ่ายไทยและจีนจะร่วมกันจัดตั้งบริษัทเดินรถมาดำเนินการร่วมกัน จึงเท่ากับว่าตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางบริษัทไทยจะเดินรถเองทั้งหมด
สุดท้าย 4.ประเด็นลงทุนของโครงการ ฝ่ายไทยจะจัดหาเงินลงทุน แต่ในส่วนของการจัดหาระบบรถไฟความเร็วสูงจากจีนนั้น ฝ่ายไทยยินดีที่จะพิจารณาเงินกู้จากจีน โดยคำนึงถึงต้นทุนและเงื่อนไขทางการเงินที่เหมาะสม ขณะที่ฝ่ายจีนยินดีที่จะเสนอเงื่อนไขทางการเงินที่ดีที่สุดให้ฝ่ายไทยพิจารณา ซึ่งล่าสุดรองนายกรัฐมนตรีของจีน หวังหย่งมา บอกว่าจีนจะให้ดอกเบี้ย 2%
เมื่อถามว่าเพื่อจะให้เริ่มการก่อสร้างงานโยธาตามที่ทั้งสองฝ่ายตกลง คือ เดือน ส.ค.-ก.ย. จะต้องคัดเลือกผู้รับเหมาไทยด้วยวิธีพิเศษหรือไม่ อาคม กล่าวว่า "ทุกอย่างเร่งรัด ก็ต้องเร่งรัด" และมั่นใจว่าแบบก่อสร้างจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนตั้งแต่มีเสากี่ต้นและใช้ปูนเท่าไร
ด้าน สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า แม้ว่ารัฐบาลไทยและจีนตกลงที่จะเริ่มโครงการรถไฟความเร็วสูงช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา ให้ได้อย่างช้าในเดือน ก.ย. แต่ในความเป็นจริงอาจเป็นเรื่องยาก เพราะการออกแบบโครงการคงไม่สามารถทำเสร็จในระยะเวลาอันสั้น เพราะโครงการระดับนี้ต้องใช้เวลาเป็นปี และยังมีขั้นตอนที่ต้องทำอีกหลายเรื่อง ซึ่งต้องใช้เวลา เช่น การขอรับจัดสรรงบประมาณที่ต้องมีรายละเอียดและขั้นตอนมากมาย
"ถ้าเร่งงานออกแบบให้เร็วขึ้นมากๆ ผลสุดท้าย คือ งบก่อสร้างอาจจะโป่งได้" สุเมธ กล่าว
สุเมธ ยังบอกว่า ประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ การประเมินตัวเลขต่างๆ เช่น จำนวนผู้โดยสาร และค่าใช้จ่ายในการเดินรถไฟความเร็วสูง เพราะหลายโครงการจะพบว่ามีการประเมินตัวเลขต่างๆ สูงเกินจริง คือประมาณการจำนวนผู้โดยสารสูงๆ ประเมินเงินลงทุนต่ำๆ แต่สิ่งที่ประเมินไว้ผิดจากความเป็นจริง เช่น กรณีรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (รถไฟฟ้าใต้ดิน) ซึ่งประเมินว่า 1-2 ปีแรก จะมีผู้โดยสาร 6 แสนคน/วัน แต่วันนี้มีผู้โดยสารแค่ 2-3 แสนคน/วัน
เรียกได้ว่าการจัดลำดับความสำคัญโครงการลงทุนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ในขณะนี้ โครงการที่ต้องเดินหน้าโดยด่วน หรือ "ต้องมาก่อน" หนีไม่พ้นโครงการรถไฟไทย-จีน ที่ต้องตอกเสาเข็มภายใน 3-4 เดือนจากนี้ แม้ว่าโครงการยังอยู่บนกระดาษ







