
2ปีเศรษฐกิจฟื้น
สมคิดวอนอย่าหดหู่มั่นใจศก.ไทยผงาด วิรไทยันนโยบายไม่ขัดแย้ง
สมคิดวอนอย่าหดหู่มั่นใจศก.ไทยผงาด วิรไทยันนโยบายไม่ขัดแย้ง
“สมคิด” ขอเวลา 2 ปี มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตผงาดในอาเซียน ไม่เห็นด้วยใช้เป้าหมายเงินเฟ้อกำหนดนโยบายการเงิน
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นเรื่อยๆ และจะเห็นได้ชัดเจนใน 1-2 ปีนี้ จากที่บริษัท เอ.ที.เคียร์นีย์ หรือ A.T.Kearney ซึ่งเป็นที่ปรึกษาระดับโลก ได้เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนระหว่างประเทศประจำปี 2559 โดยจัดให้ไทยติดอันดับที่ 21 ของประเทศที่มีความเชื่อมั่นด้านการลงทุน และเป็นอันดับ 2 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ขณะที่เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ไม่ติดอันดับในปีนี้
“แต่ขึ้นอยู่กับจิตใจของทุกคนที่จะต้องเข้มแข็งและต้องสู้ อย่าไปหดหู่ อย่าไปถดถอยหรือมองโลกในแง่ร้าย สถานการณ์ขณะนี้อาจจะมีปัญหาและอุปสรรคบ้าง แต่คนเราต้องมองไปข้างหน้า” นายสมคิด กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาไทยไม่ติดอันดับความเชื่อมั่นการลงทุน แต่รัฐบาลนี้เปิดกว้างด้านการลงทุน โดยเฉพาะนโยบายส่งเสริมการลงทุนในบีโอไอต่างๆ ชี้ให้เห็นว่าไทยจะก้าวไปทางไหน และที่สำคัญประเทศรอบบ้านเศรษฐกิจเติบโตขึ้นทุกปี จึงทำให้เห็นว่าไทยจะเป็นช่องทางการกระจายสู่การลงทุน และเป็นฮับของอาเซียน
นายสมคิด กล่าวอีกว่า การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ ไม่ได้อีกแล้ว และไม่เห็นด้วยที่จะใช้การกำหนดเป้าหมายทางเงินเฟ้อ (อินเฟรชั่น ทาร์เก็ตติ้ง) ในการดูแลเศรษฐกิจ เนื่องจากช่วยไม่ได้เสมอไป เช่นกรณีญี่ปุ่นที่ขณะนี้ยังไม่พ้นกับดักเศรษฐกิจ แม้ธนาคารกลางจะลดดอกเบี้ยนโยบายจนติดลบ ขณะที่การแก้ปัญหาโดยใช้นโยบายการคลังกระตุ้นก็ทำไม่ได้ เพราะมีภาระหนี้ครัวเรือนสูง
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า การที่นายสมคิดไม่เห็นด้วยกับการใช้กรอบเงินเฟ้อทั่วไปที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ขัดแย้งกับนโยบายของ ธปท. เพราะการจัดทำนโยบายการเงินไม่ได้ดูตัวเลขเงินเฟ้ออย่างเดียวอยู่แล้ว และได้ทำกรอบเงินเฟ้อยืดหยุ่น ขณะนี้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทั่วไปในปัจจุบันที่ 2.5% บวกลบ 1.5% หรือ 1-4% ถึงกรอบจะกว้างแต่ยังมีความเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ
“ตอนนี้เงินเฟ้อทั่วไปอาจจะยังต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย เพราะราคาน้ำมันและราคาพลังงานในตลาดโลกปรับลดลงทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อช่วงนี้จึงไม่ใช่ปัญหาในการลดดอกเบี้ย ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่ง ไม่ได้เป็นเป้าหมายในการดำเนินนโยบายการเงิน” นายวิรไท กล่าว







