
จี้เพิ่มบทลงโทษหนักยิ่งขึ้น จับตัวใหญ่ ‘ปั่นหุ้น’
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
โดย...แน่งน้อย ชัยรัตนมโนกร
ตลาดทุนมีความสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ ทุกรัฐบาลจึงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ให้ความร่วมมือกันในการพัฒนาตลาด เพื่อเพิ่มบรรษัทภิบาล(ซีจี) ให้สูงขึ้น ต้องการยกระดับตลาดทุนไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น เพื่อดึงดูดเม็ดเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่การพัฒนากลับถูกฉุดรั้งจากบุคคลที่อยู่ในวงการตลาดทุนเอง เช่น บริษัทจดทะเบียน (บจ.) บริษัทสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ฯ (โบรกเกอร์) และนักลงทุน ที่ยังพบการกระทำความผิดอยู่ไม่หยุดหย่อนเลย
ต้นเหตุสำคัญเกิดจากการไร้จรรยาบรรณของคน ซึ่งเป็นปัญหาที่ป้องกันและแก้ไขยากลำบากมากเหลือเกิน
แม้ว่าสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และเพิ่มบทลงโทษมาหลายครั้งแล้วก็ตาม ล่าสุดยังอยู่ระหว่างการสำรวจความคิดเห็นเรื่องการเพิ่มบทลงโทษผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน กรณีถูกคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับแล้ว จะไม่สามารถเป็นกรรมการ หรือผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนในระยะเวลาหนึ่ง แต่จะถูกเว้นวรรคนานเพียงใดขึ้นอยู่การตัดสินของคณะกรรมการวินัย โดยพิจารณาจากความผิดและความเสียหายที่เกิดขึ้น ทั้งนี้กำหนดเวลาแบนสูงสุดไม่เกิน 10 ปี
เมื่อ ก.ล.ต.ขยับบทลงโทษให้หนักขึ้น คณะกรรมการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ก็ปรับตัวตาม โดยจะมีมติไม่จัดทำการประเมินบริษัทตามโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย (CGR) เป็นเวลา 2 ปี ในกรณีที่บริษัทหรือกรรมการถูกเปรียบเทียบปรับ หรือถูกกล่าวโทษหนึ่งปีก่อนการประเมินสิ้นสุด
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ บจ.ทำผิดหลักธรรมาภิบาล และสร้างแรงจูงใจให้ทุกบริษัทและกรรมการทุกคนปฏิบัติตามกฎระเบียบ เพราะที่ผ่านมาคณะกรรมการบริษัททราบเรื่องแล้ว แต่ก็ยังไม่ให้ความสำคัญที่จะตรวจสอบและดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างจริงจัง
IOD เสนอว่าหน่วยงานกำกับดูแลควรกำหนดให้ผู้ที่กระทำความผิดร้ายแรงขาดคุณสมบัติที่จะเป็นกรรมการ บจ.อีกต่อไป และควรแก้ไขวิธีการพิจารณาลงโทษและบทลงโทษในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินของกรรมการให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่จะทำให้ผู้ทำผิดเกิดความเกรงกลัว คณะกรรมการ IOD เสนอให้กฎระเบียบที่เข้มมากขึ้นออกมาได้เร็วที่สุด
สถานการณ์ที่เกิดการเอารัดเอาเปรียบหรือการหาผลประโยชน์จากช่องโหว่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภาวะตลาดหุ้นคึกคัก เชื่อว่า ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็อยากจะเพิ่มบทลงโทษให้หนักยิ่งขึ้น แต่กฎเกณฑ์ทุกอย่างมีทั้งผลได้-ผลเสีย และจะต้องสำรวจความคิดเห็นก่อนออกมาประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อว่าเล่นบทเข้มมากเกินไปก็อาจจะยากในการยอมรับของผู้เกี่ยวข้อง
แต่อยากชวนให้ ก.ล.ต. คิดว่าจะทำอย่างไร กรณีที่ผู้บริหาร บจ.เลือกการเปรียบเทียบปรับ เมื่อจำนนด้วยหลักฐาน แทนการถูกกล่าวโทษ แล้วยังมีการกระทำความผิดในเรื่องเดิมอีกในอนาคต ก.ล.ต.จะทำอย่างไรต่อไป
เป็นไปได้หรือไม่ที่จะปิดโอกาสในการเลือกเปรียบเทียบปรับอีกครั้งหนึ่ง
นอกจากนั้นความผิดร้ายแรงในเรื่องของการสร้างราคาหุ้นหรือการปั่นหุ้น จะทำอย่างไรที่จะจับตัวผู้กระทำความผิดได้ทุกคน รวมถึงตัวการใหญ่ด้วย ที่ผ่านมามักจะเห็นแต่การลงโทษ ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียน รวมถึงบุคคลในกลุ่ม และผู้ให้การสนับสนุน นั่นก็คือเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์ แม้เป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่าการปั่นหุ้นหลายตัว มีนักลงทุนรายใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แต่หาหลักฐานไม่ถึงตัวการได้สักที
เห็นด้วยว่าอำนาจของ ก.ล.ต.มีมากไม่พอที่จะล้วงลึกไปถึงการตรวจสอบหาเส้นทางทางการเงิน ไม่สามารถขอข้อมูลจากธนาคารพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ ทำให้หลักฐานที่รวบรวมได้ถูกตัดตอนระหว่างทาง
หากรัฐบาลยังคงเห็นว่าตลาดทุนเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศ นอกจากเป็นแหล่งระดมทุนให้ธุรกิจสามารถระดมทุนด้วยต้นทุนที่ต่ำไปขยายการลงทุน เพิ่มอำนาจในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยแล้ว ตลาดทุนยังเป็นแหล่งออมเงินที่ดีทางหนึ่งสำหรับประชาชน เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนไทยดีขึ้น มีเงินใช้จ่ายหลังเกษียณ โดยเฉพาะในช่วงที่โครงสร้างประชากรกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ สามารถลดภาระงบประมาณรายจ่ายในการให้สวัสดิการแก่ผู้สูงอายุและประชากรทั่วไป
รัฐเองก็ควรจะคิดในการกำชับพื้นที่ให้หน่วยงานที่มีอยู่ประสานงานและทำงานใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยอาจจะให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการหาตรวจสอบด้วย เพราะนอกจากมีอำนาจในการตรวจสอบหาหลักฐานในเชิงลึกแล้ว ฝีมือและประสบการณ์ที่ผ่านมาก็ถือว่าสุดยอด เชื่อว่าจะสามารถจับตัวการใหญ่ได้ไม่ยาก รวมถึงโทษในการยึดทรัพย์ก็เป็นที่เกรงกลัวของทุกคนด้วย
หากเป็นเช่นนี้ เชื่อว่าจะช่วยลดการกระทำความผิดในตลาดทุนลงได้ในที่สุด







