
ว่าด้วยเรื่อง Startup
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ช่วงนี้หลายๆ ฝ่ายมีการพูดเรื่อง Start Up กันมาก มีทั้ง SME Startup, Technology Startup, IT Startup ประชารัฐเอง ก็เข้ามาช่วยในเรื่อง Startup ด้วย จึงต้องมาดูว่าคำจำกัดความของ Startup คืออะไรกันแน่
ในต่างประเทศนั้น ค่อนข้างจะชัดเจนว่าต้องเป็นอะไรที่มูลค่าธุรกิจโตเร็วมาก บางประเทศกำหนดไว้ถึง 1,000 เท่า แต่ในประเทศไทยน่าจะมีคำจัดความที่กว้างกว่านั้น ถ้าดูจากข้อสรุปของคณะทำงาน Startup ของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่เพิ่งจะเปิดตัวกันไปเมื่อ 28 เม.ย.-1 พ.ค.ศกนี้ ซึ่งนับว่าครอบคลุมได้ดี คือ
1.เป็นนวัตกรรมและแนวคิดในการดำเนินธุรกิจเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ
2.รูปแบบธุรกิจเป็นความเสี่ยง (Risk Taking) บนความไม่แน่นอนต่อความสำเร็จ (Uncertainty) และเติบโตเร็ว (High Growth)
3.ตลาดไม่ยึดติดกับภูมิศาสตร์ สามารถขยายได้กว้างไกล (Scalable and Repeatable)
4.พื้นที่ของสำนักงาน และการทำงานมีความหลากหลาย เช่น Co-working Space
5.ใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาด (Smart Technology Utilization)
6.ธุรกิจเริ่มต้นไม่สามารถกำหนดรายได้ กำไร และจำนวนการจ้างงานได้ตายตัว
7.วงจรชีวิตธุรกิจระหว่าง 3-5 ปี
ที่กล่าวข้างบนนี้ เป็นแค่การจำกัดความกว้างๆ เพื่อให้หน่วยงานหรือผู้เกี่ยวข้องไปดูกันต่อ ว่าควรจะมีอะไรอีกไหมที่จะเพิ่มเข้าไปในคุณสมบัตินี้ หรือเวลาที่รัฐบาลให้ความช่วยเหลืออะไร จะได้ดูให้เข้าหลักเกณฑ์ให้ดี จะได้ไม่มั่วไปหมดอย่างกรณี OTOP ที่ผ่านมา เนื่องจากที่เห็นในวิสัยทัศน์ท่านนายกฯ ตู่ รัฐบาลมีมาตรการหลายประการในการสนับสนุน Startup ตั้งแต่การสร้าง Ecosystem สำหรับ
Startup เช่น การจัดตั้ง New Centers เชื่อมเอกชน-รัฐ สร้างนวัตกรรม พัฒนา Startup District และเสริมศูนย์เร่งการเติบโตของ Startup ทั่วประเทศ สนับสนุนการลงทุนใน Startup มีการพัฒนา ASEAN Startup Center จัดทำ Startup Visa โดยมีการยกเว้นภาษี Capital Gains และ Dividend Taxes สำหรับกิจการร่วมลงทุน (VC) พัฒนาระบบ Equity Crowd funding และการจัดตั้งกองทุนร่วมลงทุนสำหรับ Startup ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมาย และสร้างโอกาสให้ Startup เติบโต
เมื่อผู้นำมีวิสัยทัศน์ขนาดนี้ แน่นอนว่า Startup ของประเทศไทยคงจะวิ่งฉิวแน่ๆ
ที่สำคัญคือ การที่หน่วยงานของรัฐบาลมาร่วมมือกันในวันเปิดตัว Startup ถึง 10 กระทรวง ซึ่งเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อว่าจะมีการร่วมมือกันได้ถึงขนาดนี้ ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักจะเป็นลักษณะข้ามาคนเดียว ตามลักษณะคนไทย หรืออย่างมากก็ 2-5 หน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงงานเปิดตัว Startup ก็อดที่จะพูดถึงงานดังกล่าว หรือที่เรียกว่า Startup Thailand 2016 ไม่ได้ ไม่น่าเชื่อว่าจะมีคนสนใจ เข้าชมถึง 3.6 หมื่นกว่าคน และมีคนเข้าชมงานแน่นทั้ง 4 วัน มีธุรกิจหลากหลายมีบูธต่างๆ ถึง 180 Startup อาจเป็นเพราะจัดขึ้นมาในช่วงที่คนหนุ่มสาวไทยกำลังให้ความสนใจ มีการให้ความช่วยเหลือ ของรัฐบาล และนโยบายที่ชัดเจน มี Mentor คอยจูงไปในทางที่ถูกต้อง ฯลฯ เรียกว่า เป็น “จุดกระตุ้นให้คนไทยรู้ว่าวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและ Startup นั้น มันเป็นอนาคตของประเทศไทย” (คำกล่าวของรองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์) นอกจากนี้ยังมีการเชิญผู้พูดที่มีประวัติประสบความสำเร็จรวดเร็วจากการเป็น Startup มาก่อน เช่น Ookbee Lazada และ Air Asia เป็นต้น
น่าชื่นใจกับรัฐบาลที่งานนี้ ทั้งนายกฯ ตู่ รองนายกฯ สมคิด และรัฐบาลได้ไปเต็มๆ ซึ่งที่พูดนี้ไม่ใช่จากผู้เขียน แต่เป็น Feedback ที่ได้รับ โดยเฉพาะจากคนรุ่นใหม่
ปัญหาคือก้าวต่อไปคืออะไร ความช่วยเหลือที่รัฐบาลจะให้ การจัดตั้งกองทุนสำหรับ Startup การปรับกฎหมาย การสร้าง Ecosystem การจัดตั้ง New Center เชื่อมรัฐบาล เอกชน ฯลฯ ล้วนเป็นเรื่องที่ต้องรู้ลึก ลงแรง ทำอย่างจริงจัง จึงจะเกิดผล ไม่ใช่การพูดแบบนักการตลาดแล้วก็ผ่านไป หรือแค่การคุยฟุ้งแบบนักวิชาการ ดังนั้นใครที่จะมารับไม้ต่อต้องทำให้ดี ต้องรวมพลังกันให้ได้ เท่าที่ทราบกระทรวงวิทยาศาสตร์ได้รับมอบหมายเพียงแค่ให้จัดงานเปิดตัว ซึ่งถือว่าได้รับความสำเร็จมาก แต่งานที่จะทำต่อไปก็มีอีกมากเช่นกัน ไม่ใช่ว่ามานั่งจัดงานแข่งกัน คราวนี้ไม่ควรจะมีการจัดงานแล้ว แต่ประชาชนโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เขากำลังรอดูผลงาน ในลำดับต่อไปที่จะต้องเป็นรูปธรรม หากจะเพียงแค่จัดงานอีกจะกลายเป็นว่า ประเทศไทยเก่งแต่การจัด Event ผู้เขียนจึงขอฝากไว้แค่นี้ และจะเอาใจช่วยคอยดูผลงานในลำดับต่อไป







