
ประเพณีรัฐประหาร?
โดย...อานิก อัมระนันทน์
โดย...อานิก อัมระนันทน์
ปัญญาชนคนรักประชาธิปไตยจะรู้สึกเสียดายทุกครั้งที่เกิดการรัฐประหาร แม้ช่วงหลังที่ความขัดแย้งในสังคมแสดงออกผ่านการประท้วงของมวลชนก่อนเกิดรัฐประหาร ความไม่พอใจมักจำกัดอยู่ในหมู่คนที่ฝักใฝ่กลุ่มที่สูญเสียอำนาจ
แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่าสังคมไทยติดอยู่ในวัฏจักรของการรัฐประหาร ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์
แม้จะวิเคราะห์สาเหตุกันไปต่างๆ นานา โดยมักจะขึ้นอยู่กับทัศนะที่มีต่อผู้ชนะเลือกตั้ง บ้างว่าประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือของธุรกิจการเมือง เป็นระบบเลือกตั้งที่นำคนไม่ดีเข้าสู่อำนาจเพื่อกอบโกยผลประโยชน์ บ้างว่าทหารสมคบกับฝ่ายอนุรักษนิยมที่ไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง ไม่รับความจริงว่าประชาชนชื่นชอบใครบางคนจนได้คะแนนล้นหลาม
บทความวันนี้ไม่ประสงค์จะฟันธงว่าใครผิดใครถูก แต่จะเล่าสู่กันฟังถึงข้อวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์จากบทความวิชาการเรื่อง “รอยด่างในทฤษฎีรัฏฐาธิปไตยของไทย” โดย ศ.ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ตีพิมพ์ในวารสารธรรมศาสตร์ปี 2532 รัฐสภาสารปี 2533 มีการวิเคราะห์ทฤษฎีอำนาจอธิปไตยของไทยในแง่มุมรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์อย่างกว้างขวาง เจาะลึกในหลายประเด็น
แต่วันนี้จะเขียนถึง “วิธีการ” เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ที่มีผลต่อคุณภาพของประชาธิปไตยจวบจนปัจจุบัน นั่นคือ การใช้กำลังทำรัฐประหาร ซึ่งในกรณีนั้นอาจไม่มีความจำเป็นใดๆ หากมุ่งประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
บทวิเคราะห์เล่าถึงระบบนิติธรรมของไทยในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งตั้งอยู่บนความชอบธรรมของ “ศรัทธาในพระบารมีปกเกล้า” ของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นแม่ทัพแกล้วกล้าสามารถ ปกครองแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม มีการเลือกพระมหากษัตริย์โดยที่ประชุมเจ้านาย ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และประมุขสงฆ์เห็นชอบร่วมกัน อันถือเป็นการกระทำแทนพสกนิกร (แต่มิใช่ประชาธิปไตย)
ทั้งนี้ ยังมีนิติประเพณีสมัยอยุธยา (บางตำราว่าตั้งแต่สุโขทัย) ที่การใช้อำนาจออกกฎหมายของพระมหากษัตริย์จะต้องสอดคล้องกับหลัก “พระธรรมศาสตร์” ซึ่งถือเป็นคัมภีร์แห่งความยุติธรรมที่ตกทอดมาจากอารยธรรมทวารวดี
มาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่ออารยธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาพร้อมกับภาวการณ์ของโลกในคริสต์ศตวรรษที่ 19 รัชกาลที่ 4 ได้ทรงปฏิรูประบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เข้าหาแบบแผนทางตะวันตก อาทิ ออกกฎหมายนอกกรอบของพระธรรมศาสตร์เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขราษฎร เช่น ในเรื่องการสาธารณสุข ปรับปรุงศาลมิให้ตุลาการตัดสินตามอำเภอใจ ยกเลิกกฎหมายการถวายฎีกา มิให้ผู้จะถวายฎีกาต้องถูกเฆี่ยนเสียก่อน และให้ถวายตรงต่อพระองค์ไม่ผ่านขุนนางผู้ใหญ่
ในสมัยรัชกาลที่ 5 ก็มีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินเป็นรากฐานเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองสู่ระบอบประชาธิปไตย เช่น เลิกทาส ให้ราษฎรรู้หนังสือ จัดตั้งสุขาภิบาล ปฏิรูปภาษีอากร และการแยกเงินแผ่นดินไว้ต่างหาก ในด้านรัฏฐาธิปไตยถือเป็นการจำกัดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ด้วยพระองค์เอง ในปี 2420 ได้มีพระราชดำรัสว่า “...ฉันจะให้ลูกวชิราวุธมอบของขวัญแก่พลเมืองในทันทีที่ขึ้นสู่ราชบัลลังก์ ...ให้ปาลิเมนท์และคอนสติตัวชั่น”
รัชกาลที่ 6 มีพระราชดำรัสตอบรับการถวายราชสมบัติว่า “...เมื่อพลเมืองของเรามีความรู้พรักพร้อมเมื่อใด ข้าพเจ้าจะรีบปฏิบัติตามกระแสพระชนกนาถทันที ...กาลเวลาและความเหมาะสมเป็นเรื่องสำคัญ”
รัชกาลที่ 7 โปรดเกล้าฯ ให้ร่างรัฐธรรมนูญขึ้น 2 ฉบับ ในปี 2467 และ 2574 แม้ผู้ยกร่างทั้งสองจะถวายความเห็นว่าคนไทยยังไม่พร้อม ก็ทรงมีพระราชดำริว่าจะพระราชทานรัฐธรรมนูญแก่ปวงชนชาวไทยในวันที่ 6 เม.ย. 2475 ในโอกาสสถาปนาราชวงศ์จักรีครบ 150 ปี แต่อภิรัฐมนตรีสภาไม่เห็นชอบด้วย
จากนั้นอีก 2 เดือนเศษ เมื่อคณะราษฎรใช้กำลังทหารยึดอำนาจ และขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ ก็ทรงเห็นชอบด้วยดี เพราะทรงมีพระราชปณิธานอยู่แล้ว อีกทั้งหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เมื่อปรากฏว่ามีหลายกรณีที่มิได้เป็นไปตามแนวทางประชาธิปไตย ก็ได้พระราชทานข้อท้วงติงแนะนำโดยตลอด จนกระทั่ง “ทรงแสดงพระราชหฤทัยกล้าหาญเด็ดเดี่ยวประท้วงการละเมิดหลักประชาธิปไตยและหลักความชอบธรรมโดยการสละราชสมบัติ” มีผลเป็นพลังผลักดันให้ระบอบรัฐธรรมนูญของไทยเข้าสู่แนวทางประชาธิปไตยมากขึ้น
ดร.อดุล วิเคราะห์เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นว่าเดินในแนวทางตรงข้ามกับไทย จักรพรรดิเมจิพระราชทานรัฐธรรมนูญในปี 2432 เป็นเวลา 21 ปีหลังจากมีพระราชดำรัสว่าจะให้ แต่ “นักการเมืองญี่ปุ่นแทนที่จะใช้กำลังยึดอำนาจ ก็รอคอยโดยเตรียมจัดตั้งพรรคการเมืองกันหลายพรรค” ในขณะที่ประเทศไทยนอกจากใช้กำลังทหารแล้ว คณะราษฎรยังมีพฤติการณ์ผูกขาดอำนาจทางการเมือง เช่น การมีสมาชิกสภาผู้แทนฯ ประเภท 2 ซึ่งกีดกั้นระบบพรรคการเมืองที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย
“การดึงทหารเข้าสู่พรมแดนการเมืองในปี 2475 และในปีต่อมาก็ใช้กำลังทหารเปลี่ยนรัฐบาลอีก ...เป็นการวางแบบแผนให้ใช้กำลังทหารเป็นวิถีทางการเมืองกันต่อมา” หลังจากบทวิเคราะห์นี้ถูกเขียนในปี 2532 ก็ได้มีการรัฐประหารอีก 3 ครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นประเพณีในการแก้ปัญหา แต่ก็ใช่ว่าประเพณีทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดี
บทความ “รอยด่างฯ” มีข้อเสนอปฏิรูปหลายด้านเพื่อให้ประชาธิปไตยของไทยเข้มแข็ง ซึ่งจะได้เขียนถึงในโอกาสต่อไป บางอย่างทำไปแล้วระดับหนึ่ง
ใครจะรู้ว่าบางอย่างที่ไม่เคยทำ อาจมีผลให้รัฐประหารกลายเป็นประเพณีที่ล้าสมัยก็เป็นได้







