posttoday
โจรใส่สูท

โจรใส่สูท

09 พฤษภาคม 2559

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โลกยุคนี้เปลี่ยนไปมาก สิ่งที่ไม่ควรจะเกิดก็เกิดขึ้น สิ่งที่ไม่เคยเห็นก็ได้เห็น เราเคยคิดกันว่า คนเราเมื่อร่ำรวยแล้วจะไม่โกง หรือไม่เห็นแก่ตัว มีเมตตาต่อผู้ที่ด้อยกว่า ความคิดอย่างนี้เป็นเพียงความฝันเท่านั้น เพราะโลกเราทุกวันนี้ คนรวยๆ มักจะเอารัดเอาเปรียบคนจน เหตุผลก็คงเป็นเพราะคนจนเอาเปรียบง่าย คนรวยด้วยกันรู้เท่าทันกัน จึงไม่สามารถที่จะเอารัดเอาเปรียบได้ง่ายๆ

คนรวยที่จะพูดถึงในวันนี้ คือ กลุ่มสื่อสารโดยเฉพาะเจ้าของเครือข่ายมือถือ

สำหรับกลุ่มสื่อสาร เราน่าจะยังจำการประมูลคลื่น 900 ในระบบ 4จี ที่สู้ราคากันสูงถึง 7.6 หมื่นล้านบาท จำนวนเงินดังกล่าวสำหรับคนทั่วไปหรือธุรกิจอื่นนับว่าเป็นเงินที่สูงมาก แต่ในธุรกิจสื่อสารบริการมือถือที่มีกำไรปีละหลายหมื่นล้านบาทนั้น ย่อมเป็นเงินจำนวนไม่มาก สามารถคืนทุนได้ภายในเวลาไม่นาน

ถ้าจะมีการจัดอันดับธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบประชาชนมากที่สุด ธุรกิจมือถือน่าจะเป็นหนึ่งในธุรกิจนั้น ถ้ายังจำกันได้ในสมัยแรกๆ โทรศัพท์มือถือเครื่องโตๆ เก็บค่าโทรนาทีละ 3-14 บาท ตามระยะทางใกล้-ไกล ในขณะที่ปัจจุบัน เมื่อมีการแข่งขัน ค่าโทรศัพท์ในปัจจุบันไม่เกินนาทีละ 1 บาท ทั่วประเทศ 

นอกจากการคิดค่าเวลาการใช้ที่แพงแล้ว ถ้ายังจำกันได้ เครื่องโทรศัพท์เองก็ขายในราคาสูง และเครื่องทุกเครื่องจะใส่รหัสที่เรียกว่า อีมี่ เพื่อป้องกันผู้บริโภคไปซื้อมาจากเมืองนอกมาใช้เอง ที่ร้ายกว่านั้น เครือข่าย AIS เจ้าของในขณะนั้นเป็นใครคงจำกันได้ เป็นผู้จำหน่ายโทรศัพท์ยี่ห้อโนเกีย หากโทรศัพท์ยี่ห้ออื่นจะเข้ามาใช้เครือข่าย AIS จะต้องเสียเงินกินเปล่า ค่ากินเปล่าให้กับเอไอเอสเครื่องละ 1 หมื่นบาท เอาเปรียบหรือไม่เอาเปรียบคิดกันเอาเอง

มาถึงยุคปัจจุบัน โทรศัพท์มือถือไม่ได้ใช้เพื่อการพูดคุยในแบบโทรศัพท์เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การสื่อสารโดยโทรศัพท์ลดน้อยลง คนรุ่นใหม่ใช้การสื่อสารผ่านเครือข่าย WhatsApp หรือไม่ก็ LINE หรือ WeChat ซึ่งสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อ เครือข่ายโทรศัพท์ 3จี ก็ดี 4จี ก็ดี เป็นเทคโนโลยีที่รองรับการใช้อินเทอร์เน็ตบนโทรศัพท์มือถือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในทุกวันนี้คนส่วนใหญ่หรืออาจจะเรียกได้ว่าเกือบทั้งหมดใช้สมาร์ทโฟน มนุษย์ลุงมนุษย์ป้ารุ่นพวกผมเล่น LINE เล่น Facebook ที่ลูกหลานสอนให้ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารระหว่างกัน และใช้ติดต่อกับเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบเจอกันมานาน เป็นที่สนุกสนานเพลิดเพลินของคนวัยเกษียณ ที่ไม่รู้สึกว่าเหงาอีกต่อไป และกลายเป็นสิ่งจำเป็นของคนสูงวัย

ผมเองก็ตกเป็นทาสของเทคโนโลยี โทรศัพท์มือถือของผมใช้เครือข่าย AIS แต่ผมไม่ยอมที่จะใช้อินเทอร์เน็ตผ่านระบบคลื่นโทรศัพท์ที่เรียกว่า Cellular ซึ่งสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ที่มีสัญญาณโทรศัพท์ ผมบังคับตัวเองให้ใช้เฉพาะผ่าน Wi-Fi ซึ่งจะใช้ได้จากสถานที่ที่มี Wi-Fi เท่านั้น เช่น ที่บ้าน หรือร้านค้าที่มี Wi-Fi บริการ ซึ่งในปัจจุบันหาได้ไม่ยาก เพื่อต้องการเป็นทาสเทคโนโลยีน้อยลงหน่อย

แม้ไม่ได้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านคลื่นโทรศัพท์ แต่เครือข่ายเขามักจะส่งข้อความเชิญชวนให้ใช้อินเทอร์เน็ตผ่านคลื่นโทรศัพท์ ผมได้รับข้อมูลว่าอินเทอร์เน็ตวันละ 19 บาท ใช้ได้ 500 เมก โดยให้ทำรายการกดหมายเลขผ่านโทรศัพท์

เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ผมมีกิจธุระเดินทางไปต่างจังหวัด ในสถานที่ที่ไม่มี Wi-Fi และบังเอิญที่ผมจำเป็นต้องติดต่อธุระโดยผ่านไลน์ ผมจึงทำรายการใช้อินเทอร์เน็ต 1 วัน ซึ่งเมื่อทำรายการเสร็จ ระบบก็ตัดเงินในบัญชีผมไปเรียบร้อย พอครบ 1 วัน ผมก็เลิกใช้ และยังคงใช้อินเทอร์เน็ตในร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าที่มี Wi-Fi ต่อไป

หลังจากนั้นมีข้อความแจ้งว่า ผมใช้อินเทอร์เน็ตวันละเท่านั้นนาที และเงินในบัญชีถูกตัดไปด้วย ผมรู้ว่าทุกเครือข่ายจะต้องมีเบอร์โทรศัพท์ที่ให้ลูกค้าโทรได้โดยไม่เสียค่าบริการ ผมค้นหาจนได้เบอร์โทรฟรี เมื่อโทรไปสอบถาม ก็เป็นจริงคือไม่ต้องเสียสตางค์ ผมแจ้งว่าจะขอยกเลิกและขอให้คืนเงินที่หักไป เจ้าหน้าที่แจ้งว่า ถ้าจะร้องเรียนหรือยกเลิกต้องโทรไปอีกเบอร์ ซึ่งเป็นเบอร์ที่ต้องเสียค่าบริการ หรือไม่ก็ต้องไปทำเรื่องตามศูนย์บริการของ AIS ตามห้างสรรพสินค้า

เป็นอันว่า กติกาที่ กสทช.บังคับให้ทุกเครือข่ายต้องมีเบอร์โทรศัพท์บริการโดยไม่คิดค่าโทรนั้น แม้จะมีจริง แต่ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เบอร์โทรฟรีมีไว้สอบถามเรื่องทั่วๆ ไป โดยเฉพาะเรื่องที่ต้องเสียเงินใช้บริการเท่านั้น ที่สามารถสอบถามได้

ผมตรวจสอบดูคร่าวๆ ผมถูก AIS หักเงินไปประมาณ 200 บาท เงินจำนวนนี้จะว่ามากก็ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย และหากจะโทรศัพท์ไปเบอร์ที่เสียเงิน กว่าจะผ่านระบบอัตโนมัติ กว่าจะพูดกับเจ้าหน้าที่รู้เรื่อง ก็คงต้องเสียค่าโทรศัพท์ไปอีกหลายสิบบาท หรือหากต้องเดินทางไปตามศูนย์การค้าเพื่อเรียกร้อง ก็ไม่น่าจะคุ้ม

เมื่อมีโอกาสไปห้างสรรพสินค้า ผมได้แวะไปที่ศูนย์ AIS และแจ้งให้ทราบว่า ผมใช้เพียงวันเดียวตามข้อความที่ส่งมาชักชวน วันอื่นผมไม่ได้ลงทะเบียนใช้ AIS จึงไม่มีสิทธิมาหักเงินผม ขอให้คืนเงินที่หักไว้ให้ผม เจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องตรวจสอบแล้ว พิมพ์รายการที่หักมาให้ดู และยอมคืนให้แต่โดยดี และได้แนะนำว่า ถ้าไม่ใช้ ให้ผมปิดระบบ Cellular ในเครื่อง โดยทำให้ดู

คนรุ่นใหม่คงจะนึกขำหรือไม่ก็ตำหนิว่าเป็นความผิดของผมเองที่ไม่ปิดระบบ Cellular ผมได้แจ้งเจ้าหน้าที่ของ AIS ไปว่า ยังมีมนุษย์ลุงมนุษย์ป้าที่ไม่รู้ ไม่เข้าใจอีกมาก และในทางกฎหมาย การที่บริษัททำอย่างนี้ น่าจะถือได้ว่าเป็นการฉ้อฉล เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค ผมมั่นใจว่า ในทางกฎหมาย AIS ไม่มีสิทธิที่จะทึกทักเอาว่าผู้ใช้ต้องรู้ ต้องเข้าใจระบบ หากจะถือว่าการเปิดใช้ตามข้อความเชิญชวนเป็นการเปิดใช้ตลอดไป ก็ต้องระบุให้ชัดเจน ให้ผู้บริโภคเข้าใจ ไม่ใช่ถือโอกาสหากินกับคนที่ไม่รู้เทคโนโลยี

ก่อนไปขอเงินคืน ผมเตรียมตัวไว้ก่อนว่า คงจะต้องถกเถียงกันบ้าง แม้จะรู้สึกประหลาดใจที่เจ้าหน้าที่คืนให้โดยง่าย แต่นั่นแสดงว่าผมไม่ใช่รายแรก AIS รู้อยู่แล้วว่าการหักเงินเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค เงิน 200 บาท ไม่ใช่เงินมาก แต่ถ้าผู้ใช้ 1 แสนคน คนละ 200 บาท ในเวลาไม่ถึงเดือน เท่ากับ AIS มีรายได้เพิ่มขึ้น 20 ล้านบาท

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ได้ปิด Cellular ให้ผม แต่ก็ยังปรากฏว่าผมยังถูกหักเงิน โดยอ้างว่าผมใช้อินเทอร์เน็ต จำได้ว่าผมถูกหักไป 2 ครั้ง ครั้งละ 10 บาท เงินจำนวนนี้ไม่มาก แต่ในฐานะผู้บริโภค วันไหนที่มีโอกาสได้ไปห้างสรรพสินค้า ผมจะไปชวนทะเลาะที่ศูนย์ AIS อีก

ผมเชื่อว่า ไม่ใช่เฉพาะ AIS เท่านั้นที่หากินโดยวิธีนี้ เครือข่ายอื่นๆ ก็น่าจะเหมือนกัน การประกอบธุรกิจอย่างนี้ ไม่ต่างไปจากโจรที่ปล้นคนใช้บริการซึ่งมีฐานะยากจนกว่าเจ้าของกิจการ 

การตรวจสอบบริการโทรศัพท์ฟรีให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงกับผู้บริโภคเป็นหน้าที่ของ กสทช. ส่วนผมมีหน้าที่ไปเรียกร้องเงิน 20 บาท คืนจาก AIS ตามสิทธิของผู้บริโภค

แล้วเจอกันนะครับ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท