posttoday
ซาอุฯ ปรับ ครม.สะท้าน ตลาดน้ำมันโลกสะเทือน

ซาอุฯ ปรับ ครม.สะท้าน ตลาดน้ำมันโลกสะเทือน

09 พฤษภาคม 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับเป็นข่าวใหญ่ไปทั่ววงการน้ำมันโลกเมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อรัฐบาลซาอุดิอาระเบียภายใต้การนำของกษัตริย์ ซัลมาน บิน อับดุลลาซิส อัล ซาอุด ประกาศปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ครั้งใหญ่ โดยให้ “อาลี อัล-ไนมี” รัฐมนตรีน้ำมันผู้ทรงอิทธิพลของโลก ออกจากตำแหน่ง และให้หัวเรือใหญ่แห่งบริษัทน้ำมันแห่งชาติ ซาอุดี อรามโก ขึ้นกุมบังเหียนแทน

ลำพังเพียงการปรับ ครม. อาจเป็นเพียงเรื่องการเมืองภายในประเทศ ทว่าไม่ใช่สำหรับรัฐมนตรีน้ำมันของซาอุฯ ที่เป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 1 ของโลก และเป็นเสมือนหัวเรือในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ (โอเปก) ผู้ควบคุมราคาน้ำมันโลก

การปรับ อัล-ไนมี ซึ่งเป็นรัฐมนตรีน้ำมันมายาวนานถึง 21 ปี ในยุคของกษัตริย์ถึง 3 พระองค์ โดยให้ “คาลิด อัล-ฟาลีห์” ประธานของ อรามโก และรัฐมนตรีสาธารณสุขขึ้นนั่งบริหารแทนนั้น
จึงถูกมองเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงนโยบายน้ำมันในยุคเก่าอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง และจะส่งผลต่อตลาดน้ำมันโลกตามมาในที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของ “เสถียรภาพราคาน้ำมัน”

การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ไม่ใช่การเปลี่ยนแบบหน้ามือเป็นหลังมือเพียงแค่การปรับรัฐมนตรี และที่จริงแล้ว คาลิด อัล-ฟาลีห์ ก็ไม่ใช่หน้าใหม่ แต่เป็นทั้งผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการน้ำมันซาอุดิอาระเบียมากว่า 30 ปี และยังอยู่วงในของนโยบายพลังงานในประเทศมานาน ในฐานะ 1 ในคนสนิทของ “เจ้าชายโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน” รองมกุฎราชกุมารแห่งซาอุฯ ขั้วอำนาจใหญ่ผู้ที่กำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในประเทศวันนี้

แกรี รอส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท พิรา เอ็นเนอร์จี กรุ๊ป ให้มุมมองกับซีเอ็นบีซี ว่า การไร้ซึ่งอัล-ไนมี ในยุคที่นโยบายน้ำมันของซาอุฯ อยู่ในการควบคุมของผู้นำรุ่นใหม่นั้น อาจส่งผล
กระทบต่อเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลกตามมา เนื่องจากที่ผ่านมา อัล-ไนมี ถือเป็นหัวเรือใหญ่ของการคุมเสถียรภาพราคาน้ำมันในตลาดโลก ทำให้ราคาน้ำมันโลกหลังจากที่ไร้การควบคุมจากซาอุฯ อาจขึ้น-ลงอย่างหวือหวามากเกินไป

ในเชิงทฤษฎีนั้น นักวิเคราะห์บางฝ่ายอาจมองว่าการเปลี่ยนรัฐมนตรีน้ำมันเพียงแค่คนเดียวไม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก และนโยบายน้ำมันที่ผ่านมาในยุคของ อัล-ไนมี ก็ไม่ใช่นโยบายของคนคนเดียว แต่เป็นนโยบายของประเทศ

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดูจากความเปลี่ยนแปลงหลายด้านที่กำลังเกิดขึ้นทั้งภายในประเทศซาอุฯ และโดยเฉพาะในกลุ่มโอเปกช่วง 1-2 ปีมานี้ จะพบว่านโยบายน้ำมันของซาอุฯ เริ่มเปลี่ยนแปลงไป พร้อมๆ กับการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมในประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ภายใต้การนำของเจ้าชายโมฮัมเหม็ด รัชทายาทลำดับ 2

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่กลางปี 2014 ที่ผ่านมา กินเวลายาวนานกว่าที่คาดนั้น และยังถูกกดดันจากปัจจัยอิหร่านหลุดพ้นจากมาตรการคว่ำบาตร ที่ทำให้มีซัพพลายน้ำมันโลกเพิ่มขึ้นอีกมหาศาลนั้น ทำให้ประเทศทั้งในและนอกโอเปกต้องวิ่งเต้นกันหาทางออก

แนวคิดการประชุมระหว่างตัวแทนประเทศใหญ่ทั้งในและนอกกลุ่มประเทศโอเปก ในการคงเพดานการผลิตน้ำมันเพื่อช่วยพยุงราคานั้น ได้รับการประกาศมาตั้งแต่ต้นปี 2016 นี้ ซึ่งในช่วงแรกนั้นสำนักวิเคราะห์บางแห่งยังมีการมองในแง่ดี ว่าอาจมีการตกลงกันได้กับอิหร่าน เนื่องจากโอเปกภายใต้การนำของซาอุฯ เคยผ่านการเจรจาตกลงกันในทำนองนี้กับอิหร่านมาแล้ว กับความพยายามแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันตกต่ำในอดีต

นโยบายน้ำมันของซาอุฯ ในช่วงกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น ขึ้นชื่อว่าเล็งเห็นผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์การเมืองในภูมิภาคอ่าว หรือสามารถตกลงคุยกันได้ในที่สุด เนื่องจากเคยผ่านประสบการณ์อันเจ็บปวดกับราคาน้ำมัน 7.9 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลมาแล้วในอดีต กับการลดกำลังการผลิตลงถึง 3 เท่า ในยุค 1980 ทำให้นโยบายในยุค อัล-ไนมี เน้นการเจรจามากกว่าการห้ำหั่น

อย่างไรก็ตาม การประชุมหลายฝ่ายเพื่อคงการผลิตน้ำมันครั้งที่ผ่านมา ซึ่งยืดเยื้อและล้มเหลวในที่สุดนั้น ถือเป็นการสะท้อนถึงนโยบายน้ำมันของซาอุฯ ที่เปลี่ยนไป ภายใต้อิทธิพลการดูแลของ
เจ้าชายโมฮัมเหม็ด ผู้นั่งควบรัฐมนตรีมหาดไทย ที่ให้ความสำคัญกับ “ภูมิศาสตร์การเมือง” หรือประเทศคู่แค้นอย่างอิหร่าน มากกว่าราคาน้ำมันเหมือนในอดีต

จุดยืนด้านนโยบายที่เปลี่ยนไปนี้เองทำให้ซาอุฯ ยืนกรานไม่ลดกำลังการผลิตหากอิหร่านไม่ร่วมด้วย ทำให้โอเปกไม่สามารถหาฉันทามติได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา หรือกล่าวได้ว่า อำนาจของโอเปกในฐานะองค์กรที่ผูกขาดราคาน้ำมันโลกมาตลอด เริ่มแกว่งไปอย่างชัดเจน

การปรับ ครม.ซาอุฯ ครั้งล่าสุดนี้ ที่ยังรวมถึงตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารกลาง จึงสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางนโยบายใหม่ของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอันดับ 1 อย่างชัดเจนว่า ซาอุฯ พร้อมที่จะแลกระหว่างการเมืองในภูมิภาคอ่าวกับราคาน้ำมันต่ำต่อไป สอดคล้องกับที่เจ้าชายโมฮัมเหม็ดที่เพิ่งประกาศแผนการปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคมครั้งใหญ่ที่สุด “ลดการเสพติดน้ำมัน หันไปสร้างรายได้อื่นทดแทน” ไปเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้

การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อรับมือกับภาวะราคาน้ำมันถูก สอดคล้องกับที่ อัล-ไนมี เคยกล่าวไว้เมื่อต้นปีว่า ซาอุฯ กำลังเตรียมรับมือกับราคาน้ำมันขาลงยาวที่อาจดิ่งไปถึง 20 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลนั้น จึงนับเป็นทิศทางใหม่ที่มีความเป็นไปได้เช่นกันว่า ซาอุฯ อาจเดินเกมปั๊มน้ำมันออกมาสู้กับอิหร่านต่อ ซึ่งจะยิ่งทำให้ตลาดน้ำมันโลกที่เริ่มจะทำราคาฟื้นตัวขึ้น ต้องเผชิญกับความผันผวนรอบใหม่อีกครั้งก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท