ม.44 ไม่ปลด "สุขุมพันธุ์" "บิ๊กตู่" กลัวหยิกเล็บเจ็บเนื้อ
มีความเป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นการใช้มาตรา 44 เข้ามามีบทบาทในคดีนี้ เว้นแต่วันหนึ่งเกิดกระแสกดดันหนัก
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานะของ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯ กทม. กลับมาสั่นคลอนอีกครั้ง ภายหลังคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) พบความไม่โปร่งใสในโครงการประดับตกแต่งไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว (Motif of Light) ของ กทม. งบประมาณ 40 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 3 พ.ค. พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ได้อธิบายถึงผลสรุปการทำงานของ คตง.ว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และน่าเชื่อว่าเป็นการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่เงินและทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามมาตรา 44 และ 46 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2542 และเข้าข่ายเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้วประมูล) โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 คน
ตามขั้นตอนทางกฎหมายนั้น คตง.เตรียมส่งข้อมูลให้ โดยจะเร่งส่งสำนวนให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ รวมถึงศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) เพื่อส่งเรื่องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาว่าจะใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เพื่อดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ด้วย
ทันทีที่ คตง.มีผลสอบออกมา ส่งผลให้ผู้ว่าฯ กทม. ต้องแถลงชี้แจงต่อสาธารณะในเวลาต่อมาเมื่อวันที่ 4 พ.ค.
“เพราะว่าสิ่งที่ผมได้ตอกย้ำมาโดยตลอดในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมา คือ กทม.ต้องทำงานอย่างโปร่งใส ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบทุกอย่าง ผมได้พูดมาตลอด ผมไม่เคยสั่งให้ใครทำอะไรที่ผิดกฎหมายแม้แต่ครั้งเดียวครับ ดังนั้นสิ่งที่ สตง.ได้ทำไปก็สอดคล้องกับหลักการในการบริหารราชการของกรุงเทพมหานคร” หนึ่งในใจความสำคัญของการแถลงของผู้ว่าฯ กทม.
แน่นอนว่าสถานะในทางกฎหมายของผู้ว่าฯ กทม.ยังครบถ้วนอยู่ทุกประการ ทั้งในฐานะยังคงเป็นผู้บริสุทธิ์ และการดำรงอยู่ในตำแหน่งต่อไป เพราะมติของ คตง.ไม่ใช่การชี้มูลความผิดเหมือนกับอำนาจของ ป.ป.ช. ที่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดบุคคลใดแล้วบุคคลนั้นจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542
แต่ต้องไม่ลืมว่านอกจากการส่งคดีไปตามขั้นตอนตามกฎหมายปกติแล้ว คตง.ยังได้ใช้ช่องทางพิเศษด้วยผ่านการขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้มาตรา 44 เพื่อจัดการกับกรณีนี้
ก่อให้เกิดคำถามตามมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อพักงานผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่
แม้การใช้มาตรา 44 จะเป็นอำนาจโดยสมบูรณ์ของหัวหน้า คสช. แต่กับกรณีของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ต้องถือว่ามีความเป็นไปได้ยาก เพราะมีเหตุผลด้านกฎหมายและการเมืองค้ำคออยู่
ตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม.ของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ มาจากการเลือกตั้งของคน กทม.ถึง 1,256,349 คะแนน ประกอบกับคดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการเริ่มต้นเท่านั้น โดยความเห็นของ คตง.ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะต้องเข้าสู่การพิจารณาของ ป.ป.ช. หรืออาจต้องเลยไปถึงการสู้คดีในชั้นศาลด้วย
หากหัวหน้า คสช.หักด้ามพร้าด้วยเข่าผ่านการใช้มาตรา 44 อาจจะเป็นการที่ไม่เหมาะในทางกฎหมายเท่าไหร่นัก จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ อาจเลือกปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมแทนมากกว่า
สอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลล่าสุดจาก “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ ที่ระบุว่ายังไม่มีความจำเป็นที่หัวหน้า คสช.จะใช้มาตรา 44 เพื่อดำเนินการกับกรณีนี้ เพราะกำลังมีการส่งเรื่องไปให้ ป.ป.ช.ไต่สวน
อีกเหตุผลที่มองข้ามไม่ได้ คือ ความสัมพันธ์ทางการเมือง โดยในแวดวงการเมืองต่างรู้กันพอสมควรว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ เป็นหนึ่งในคนที่ใกล้ชิด “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแกนนำ กปปส. และอย่างที่ทราบ แกนนำ กปปส.รายนี้ออกมาประกาศสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ
ถ้าเกิด พล.อ.ประยุทธ์ ใช้มาตรา 44 สั่งพักงาน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ย่อมกระทบต่อแรงสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้สำคัญกับ คสช.อย่างมาก เพราะไม่ได้เป็นแค่การบอกว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญ แต่หมายถึงการแสดงออกของประชาชนที่จะบอกว่ายอมรับหรือไม่ยอบรับ คสช.ด้วย
เมื่อความชอบธรรมทางกฎหมายยังมีไม่พอ ผนวกกับปัจจัยทางการเมืองที่ไม่ได้สนับสนุนเท่าไหร่ จึงมีความเป็นไปได้ยากที่จะได้เห็นการใช้มาตรา 44 เข้ามามีบทบาทในคดีนี้ เว้นแต่วันหนึ่งเกิดกระแสกดดันหนัก วันนั้น พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะเปลี่ยนใจก็ได้


