
ทุบค่าฟี ‘อี-เพย์เมนต์’
การเริ่มต้นของการใช้ระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ที่รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มใช้เฟสแรกได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ กำลังจะเป็นรูปร่าง โดยระบบอี-เพย์เมนต์ถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยด้านหนึ่ง จะลดต้นทุนการชำระเงินของประเทศลงได้มาก ทำให้การตรวจสอบการเสียภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
การเริ่มต้นของการใช้ระบบการชำระเงินแห่งชาติ (เนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์) ที่รัฐบาลประกาศว่าจะเริ่มใช้เฟสแรกได้ภายในไตรมาส 2 ของปีนี้ กำลังจะเป็นรูปร่าง โดยระบบอี-เพย์เมนต์ถือเป็นการปฏิรูปเศรษฐกิจที่สำคัญของไทยด้านหนึ่ง จะลดต้นทุนการชำระเงินของประเทศลงได้มาก ทำให้การตรวจสอบการเสียภาษีมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความคืบหน้าของการใช้ระบบอี-เพย์เมนต์นั้นจะใช้บัตรจ่ายชำระเงินได้ 4 ช่องทาง ประกอบด้วย บัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์มือถือ ชื่ออีเมล และเลขที่บัญชีธนาคาร ซึ่งในวันที่ 15 ก.ค.นี้ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งจะเปิดให้ประชาชนได้ลงทะเบียนเอนี่ไอดี (Any ID) โดยใช้เลขที่บัตรประชาชนหรือเบอร์โทรศัพท์ผูกกับบัญชีเงินฝากเพียง 1 เบอร์ 1 บัญชีเท่านั้นเป็นบัญชีขารับ เพื่อรองรับการเปิดระบบรับชำระเงินแบบเอนี่ไอดีอย่างเป็นทางการ วันที่ 31 ต.ค. 2559 ซึ่งจะสามารถรับชำระเงินโอนเงินได้โดยเลือกเพียงเบอร์โทรศัพท์มือถือ
ทางด้านค่าธรรมเนียมระบบชำระเงินเอนี่ไอดีนั้น สมาคมธนาคารไทยมีข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว โดยเห็นว่าหากต้องการให้จูงใจการใช้บริการ ค่าธรรมเนียมต้องถูกลงกว่าปัจจุบันอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินต่างธนาคาร หรือข้ามเขต ซึ่งเชื่อว่าธนาคารลดค่าธรรมเนียมได้ เพราะหากคิด 25 บาท คนไม่ใช้ แต่ถ้าเป็น 2-3 บาท ก็พอรับได้ พร้อมทั้งจะกำหนดค่าธรรมเนียมตามวงเงิน เพื่อแยกกลุ่มให้ชัดว่าเป็นการโอนเงินของรายย่อยหรือของธุรกิจ
ยศ กิมสวัสดิ์ หัวหน้าสำนักระบบชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ค่าธรรมเนียมต้องถูกลง เพราะโมบายแบงก์กิ้งไม่ต้องลงทุนเลย ไม่เหมือนสาขาหรือเครื่องเอทีเอ็มที่ต่างมีต้นทุนสูง ซึ่งทีมงานได้คำนวณต้นทุนคร่าวๆ พบว่า เอทีเอ็มมีต้นทุนถึง 10 บาท/รายการ แต่กำลังหารือกันอยู่ว่า คำจำกัดความของการโอนเงินระหว่างคนกับคน (P to P) ควรมียอดเงินครั้งละไม่เกินเท่าไหร่ เพราะค่าฟีของ
รายย่อยกับของธุรกิจต้องแตกต่างกัน
ยศ กล่าวว่า ส่วนแผนงานเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ผ่านบัตรนั้น ส่วนสำคัญคือการเพิ่มเครื่องรับบัตร (อีดีซี) ในร้านค้าให้ทั่วถึง กระจายจุดรับบัตรทั่วประเทศ จากการคำนวณเบื้องต้นประชากรไทยมี 67-70 ล้านคน จำนวนเครื่องอีดีซีที่เหมาะสมควรมี 1-2 ล้านเครื่อง โดยในขณะนี้มีประมาณ 3 แสนครื่อง กระจุกตัวในหัวเมืองใหญ่ ซึ่งแผนปีนี้จะเพิ่มเครื่องอีก 6-7 แสนเครื่อง ซึ่งจะทำให้มีเครื่องอีดีซีประมาณ 1 ล้านเครื่อง ภายในสิ้นปีนี้
สำหรับแผนการกระจายเครื่องอีดีซีนั้น จะสอดรับกับการเปลี่ยนบัตรเอทีเอ็มเป็นบัตรชิปการ์ด ที่จะเริ่มวันที่ 16 พ.ค.นี้ เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ด้วยป้องกันการโจรกรรมข้อมูลได้ ซึ่งเบื้องต้นการใช้บัตรเดบิตเพื่อชำระค่าสินค้าในเบื้องต้นยังเป็นระบบชิปและลายเซ็น จากนั้นจะเข้าสู่การใช้ระบบชิปและรหัสผ่าน (Chip and Pin) ภายในไตรมาส 4 ปีนี้ หรือไตรมาสแรกของปี 2560
อย่างไรก็ดี เป้าหมายความสำเร็จของอี-เพย์เมนต์ ส่วนตัวมองว่าให้มีการใช้บริการได้สัก 60-70% ของการชำระเงินทั้งประเทศก็พอใจแล้ว จากปัจจุบันไทยมีปริมาณธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสดประมาณ 30% ซึ่งสมาคมฯ ได้เคยตั้งเป้าหมายให้เกิดการโยกไปสู่ระบบชำระเงินโดยไม่ใช้เงินสดให้ได้ 50-70% ภายใน 5 ปี เมื่อรัฐบาลมีนโยบายเนชั่นแนล อี-เพย์เมนต์ ที่เสริมกัน เชื่อว่าเป้าหมายดังกล่าวจะบรรลุได้ไม่ยาก
อารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดยุทธศาสตร์องค์กรและพัฒนาธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารกำลังหารือกับธนาคารพันธมิตรเพื่อทำธุรกิจในการวางเครื่องอีดีซีตามจุดต่างๆ โดยกระทรวงการคลังให้นโยบายว่าเครื่องอีดีซีในแต่ละจุดรับไม่ควรมีจำนวนมากเกินไป แต่ก็เปิดให้มีผู้ประกอบการได้มากกว่า 1 ราย ซึ่งธนาคารพาณิชย์ก็จะมีการรวมตัวกันเพื่อประกอบธุรกิจในการรับบัตรร่วมกัน แยกออกจากธุรกิจการรับจ่ายหรือบริหารเงินสด (Cash Management) หลังจากรับชำระที่เครื่องรับบัตร ซึ่งธุรกิจนี้แต่ละธนาคารจะต้องแข่งขันกันเช่นเดิม







