ดาวพุธผ่านหน้า ดวงอาทิตย์ในอดีต
วันจันทร์ที่ 9 พ.ค. 2559 ระยะเวลาไม่นานก่อนดวงอาทิตย์ตกที่ประเทศไทย ดาวพุธจะเคลื่อนเข้ามาในวงดวงอาทิตย์
โดย...วรเชษฐ์ บุญปลอด
วันจันทร์ที่ 9 พ.ค. 2559 ระยะเวลาไม่นานก่อนดวงอาทิตย์ตกที่ประเทศไทย ดาวพุธจะเคลื่อนเข้ามาในวงดวงอาทิตย์ ปรากฏเป็นจุดดำขนาดเล็กเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ การสังเกตจากประเทศไทยอาจทำได้ยาก เนื่องจากดาวพุธเริ่มแตะขอบดวงอาทิตย์ในเวลาประมาณ 18.10 น. ซึ่งเป็นเวลาที่ดวงอาทิตย์อยู่ต่ำใกล้ขอบฟ้ามากแล้ว มีความจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ซึ่งมีแผ่นกรองแสงช่วยลดความสว่างของดวงอาทิตย์ และขยายภาพของดวงอาทิตย์ให้ใหญ่พอที่จะเห็นดาวพุธ
ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นประมาณ 13-14 ครั้งต่อศตวรรษ ในอดีตมีปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ปรากฏการณ์นี้เริ่มมีการพยากรณ์และสังเกตการณ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1631 หากคิดอย่างหยาบๆ นับจากครั้งแรกถึงปัจจุบันจึงน่าจะมีปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์เกิดขึ้นมาแล้วราว 50 กว่าครั้ง
โยฮันเนส เคปเลอร์ ผู้คิดค้นกฎการเคลื่อนที่ของดาวเคราะห์ เป็นคนแรกที่คำนวณพบว่ามีโอกาสจะเกิดปรากฏการณ์นี้ในวันที่ 7 พ.ย. ปี ค.ศ. 1631 โดยคาดการณ์ว่าจะเห็นได้ในทวีปยุโรป ยุคนั้นนักดาราศาสตร์ยังไม่ทราบขนาดที่แท้จริงของดาวพุธ คาดหมายกันว่าดาวพุธจะปรากฏเป็นดวงกลมขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ แต่แท้จริงดาวพุธมีขนาดปรากฏเมื่อสังเกตจากโลกเล็กมาก ความพยายามในการสังเกตโดยการฉายภาพดวงอาทิตย์ไปปรากฏบนฉากรับภาพ จึงไม่เห็นหรือแทบไม่เห็นดาวพุธ
เคปเลอร์ยังคำนวณพบด้วยว่าดาวศุกร์มีโอกาสผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในวันที่ 6 ธ.ค. ปี ค.ศ. 1631 คือหลังจากดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์เพียงเดือนเดียว แต่รายงานการสังเกตการณ์ในยุโรปไม่เห็นดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ในวันดังกล่าว การคำนวณในปัจจุบันแสดงว่าเกิดปรากฏการณ์ขึ้นจริงในวันที่ 7 ธ.ค. และเกิดในช่วงเวลากลางคืนของยุโรป จึงไม่สามารถเห็นได้ ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ก็เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ไทย หนังสือประกาศรัชกาลที่ 4 แสดงว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้ทรงคำนวณเกี่ยวกับปรากฏการณ์นี้ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2404 ดังนี้
ประกาศดาวพระเคราะห์พุธเข้าในดวงพระอาทิตย์ (ณ วันจันทร์ เดือน 11 แรม 2 ค่ำ ปีระกา ตรีศก) มีพระบรมราชโองการให้ประกาศให้การทราบแก่ผู้จะได้อ่านประกาศนี้ทั้งปวง วันอังคาร เดือนสิบสอง ขึ้นสิบค่ำ ดาวพระเคราะห์พุธจะเข้าในดวงพระอาทิตย์ว่าตามจะเห็นที่กรุงเทพมหานคร แรกเริ่มกระทบเข้าทางทิศอีสานค่อนข้างบูรพาเห็นดำเป็นเม็ด จดขอบพระอาทิตย์แหว่งเข้าไปนิดหนึ่ง เมื่อเวลาเที่ยงแล้วกับ 14 นาที แล้วจุดดำนั้นจะเลื่อนเดินไปในดวงพระอาทิตย์โอนไปข้างทิศปัจจิมเฉียดขวางไปถึงที่ลึก เพียงเท่าส่วนที่หกของดวงพระอาทิตย์ ค่อนอยู่ข้างเหนือส่วนหนึ่งไม่ถึงกลาง
ถ้าจะเป็นคราธก็ควรว่าฉฬางคคราธ เข้าไปส่วนหนึ่งหรือ 5 ส่วน จะเห็นดังนี้เมื่อเวลาบ่าย 2 โมงกับ 13 นาที แล้วจุดดำนั้นก็จะเดินไปทิศพายัพออกข้างทิศพายัพค่อนข้างทิศอุดร หลุดจากดวงพระอาทิตย์เวลาบ่าย 4 โมงกับ 20 นาที การที่เป็นดังนี้ ต่อดูด้วยกล้องส่องที่มีแว่นสีเขียวหรือน้ำเงิน หรือสีแดงสาบบังตาจึงจะเห็นได้ ด้วยดวงพระพุธเป็นจุดนั้นเล็กนัก ถ้าดูด้วยกล้องสาบด้วยกระจกสีดังนี้ คงจะเห็นได้ทุกเวลาเข้าแลถึงกลางแลออกดังทายไว้นี้แล อนึ่ง เมื่อใดๆ ถ้ามีผู้ดูด้วยกล้องดังนี้ มักเห็นจุดดำแลแผลด่างในดวงพระอาทิตย์เนืองๆ เขื่องบ้างย่อมบ้าง อันนั้นมิใช่พระเคราะห์เข้าไปแต่ต่างแดนในดวงพระอาทิตย์นั้นเอง ลอยไปลอยมาหันหายไป 12 วัน 13 วันแล้วกลับมาอีก แล้วย้ายไปที่ต่างๆ จะทราบเอาแน่ไม่ได้
แต่ในครั้งนี้มิใช้อย่างนั้น พระเคราะห์จะเข้าไปเป็นแท้นานๆ ถึง 22 ปีขึ้นไปจึงมีครั้งหนึ่ง แล้วเว้นไป 2 ปีมีอีกครั้งหนึ่งเป็นธรรมดา แต่ลางทีเป็นเสียในกลางคืนที่กรุงเทพมหานครนี้ไม่เห็น ครั้งนี้จะเห็นจึงทายมาเพื่อจะให้รู้ การบนฟ้ามนุษย์สังเกตทายล่วงหน้าไว้ได้ อะไรเห็นประหลาดบนฟ้าไม่ควรที่จะเก็บเอาเป็นเหตุมาตื่นกันต่างๆ ต้นเหตุที่เป็นมีผู้รู้เขารู้ได้แล้ว ซึ่งทายครั้งนี้ทายตามเวลาซึ่งจะเห็นที่กรุงเทพมหานคร แลกรุงเก่าแลเมืองลพบุรี ถ้าจะทายตามจะเห็นในเมืองฝั่งทะเลไทยข้างตะวันออก คือ เมืองปราจีนบุรี เมืองฉะเชิงเทรา เมืองชลบุรี ต้องทายเพิ่มเข้า 2 นาทีทุกระยะ ถ้าจะทายที่เมืองจันทบุรีแลเมืองตราดต้องเพิ่มเข้าถึง 3 นาที
ถ้าจะทายในเมืองฝั่งทะเลไทยข้างตะวันตกคือเมืองราชบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองนครศรีธรรมราช แลเมืองฝ่ายเหนือตั้งแต่เมืองชัยนาทขึ้นไปถึงเมืองกำแพงเพชรแลเมืองตากให้ทายลดเสีย 2 นาที ทุกระยะ ในเมืองกาญจนบุรี เมืองชุมพร เมืองไชยาให้ทายลดเสีย 3 นาทีทุกระยะ แต่ที่เมืองสงขลาทายเหมือนกรุงเทพมหานครจึงจะถูกกับนาฬิกาแลซึ่งได้ประกาศมาแต่ก่อน ในประกาศมหาสงกรานต์ว่าจะเป็นดังนี้ ในวันจันทร์เดือนสิบสอง ขึ้นเก้าค่ำนั้นผิดไป เพราะครั้งนี้รีบจะให้ตีพิมพ์คำนวณหยาบอยู่หาละเอียดไม่ประกาศมา ณ วันจันทร์เดือนสิบเอ็ด แรมสองค่ำ ปีระกาตรีศก
ข้อความในประกาศนี้ได้ทรงอธิบายถึงปรากฏการณ์ดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ซึ่งเห็นได้ในเวลาต่างกันเมื่อสังเกตจากที่ต่างกัน บางครั้งเกิดขึ้นแต่ไม่เห็นเพราะเป็นเวลากลางคืน พร้อมกับทรงย้ำว่าจุดดำที่เห็นในวันดังกล่าวเป็นดาวเคราะห์ ไม่ใช่จุดมืดบนผิวดวงอาทิตย์ที่ปรากฏอยู่เนืองๆ พยากรณ์ล่วงหน้าไม่ได้เหมือนดาวพุธ หลังจากวันที่ 9 พ.ค. 2559 ประเทศไทยจะมีโอกาสสังเกตดาวพุธผ่านหน้าดวงอาทิตย์ได้อีกครั้งในวันที่ 13 พ.ย. 2575 โดยมีเวลาสังเกตได้นานหลายชั่วโมง ตั้งแต่เวลาประมาณ 13.41 น. จนกระทั่งดวงอาทิตย์ตก
ปรากฏการณ์ท้องฟ้า (8-15 พ.ค.)
ดาวพฤหัสบดีอยู่ในกลุ่มดาวสิงโต เป็นดาวเคราะห์สว่างที่เห็นได้เป็นดวงแรกหลังดวงอาทิตย์ตก เริ่มเห็นขณะอยู่สูงบนท้องฟ้าทิศตะวันออก จากนั้นผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าเหนือศีรษะในเวลาประมาณ 2 ทุ่ม แล้วค่อยๆ เคลื่อนต่ำลงตามการหมุนของโลก ตกลับขอบฟ้าในเวลาประมาณตี 2
ดาวอังคารอยู่ในกลุ่มดาวแมงป่อง ขึ้นมาอยู่เหนือขอบฟ้าทิศตะวันออก เยื้องไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่เวลาประมาณ 2 ทุ่ม ดาวอังคารส่องสว่างโดดเด่นสะดุดตามากขึ้นทุกวัน เนื่องจากระยะห่างระหว่างโลกกับดาวอังคารที่ลดลงทุกวัน สว่างที่สุดในปลายเดือน พ.ค.นี้
ดาวเสาร์อยู่ในกลุ่มดาวคนแบกงู มีตำแหน่งอยู่ใกล้ดาวอังคารโดยห่างไปทางทิศตะวันออกของดาวอังคารไม่ไกลนัก ดาวเคราะห์ทั้งสองจะผ่านจุดสูงสุดบนท้องฟ้าด้านทิศใต้ราวตี 2 แล้วเคลื่อนต่ำลง อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ในเวลาเช้ามืด
สัปดาห์นี้เป็นข้างขึ้น ดวงจันทร์อยู่บนท้องฟ้าเวลาหัวค่ำของทุกวัน วันที่ 8 พ.ค. จันทร์เสี้ยวอยู่ใกล้ดาวอัลเดบารันในกลุ่มดาววัวที่ระยะห่างเพียง 1 องศา ดวงจันทร์สว่างครึ่งดวงในช่วงหลังเที่ยงคืนของคืนวันที่ 13 พ.ค.หรือนับเป็นวันที่ 14 พ.ค.ตามหลักการเปลี่ยนวันในเวลาเที่ยงคืน หัวค่ำวันที่ 14 พ.ค.จะเห็นดวงจันทร์อยู่ใกล้ดาวหัวใจสิงห์ในกลุ่มดาวสิงโตที่ระยะ 4 องศา วันที่ 15 พ.ค. ดวงจันทร์เคลื่อนไปทางทิศตะวันออกมากขึ้น ไปอยู่ใกล้ดาวพฤหัสบดีที่ระยะห่าง 4 องศา


