
สัปดาห์หน้ามีประเด็น
สัปดาห์หน้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 2 ประเด็น ที่จะสะท้อนได้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วหรือไม่
สัปดาห์หน้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด 2 ประเด็น ที่จะสะท้อนได้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้วหรือไม่
เรื่องแรก ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วันที่ 11 พ.ค.นี้ ที่นักวิเคราะห์ในตลาดการเงินส่วนใหญ่มั่นใจว่า กนง.จะคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% เพื่อรักษาพื้นที่เชิงนโยบายไว้รับมือกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แม้ว่าจะมีแรงกดดันให้ กนง.ลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ดอกเบี้ยนโยบายปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับต่ำสุดในภูมิภาคแล้ว และนับตั้งแต่ต้นปีค่าเงินบาทเทียบเหรียญสหรัฐได้แข็งค่าแล้ว 3% แต่ก็ยังแข็งค่าน้อยกว่าสกุลเงินประเทศเพื่อนบ้าน โดยค่าเงินบาทยังเคลื่อนไหวอยู่ในระดับกลางของภูมิภาค ขณะที่ในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ทยอยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้าชั้นดี (เอ็มแอลอาร์) ดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายย่อย(เอ็มอาร์อาร์) และดอกเบี้ยเงินกู้เบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) ได้ช่วย กนง.เก็บกระสุนดอกเบี้ยนโยบายไว้ ทั้งนี้แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน เม.ย.จะกลับมาเป็นบวกและสูงกว่าที่คาด แต่ตัวเลขนี้ยังเป็นปัจจัยชั่วคราว หลังจากอยู่ในแดนลบ 16 เดือน
เรื่องที่สอง บริษัทจดทะเบียนจะส่งผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้ต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ครบทุกบริษัทที่คาดว่ากำไรยังเติบโตเป็นเลขสองหลักเพราะกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่ผลประกอบการฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่จะส่งผลต่อดัชนีหุ้นไทย
ล่าสุด บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส คาดว่ากำไรไตรมาสแรกปีนี้ของ บจ.จะมีอัตราการเติบโต 28% โดยการเติบโตหลักมาจากกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ขณะที่กลุ่มธนาคารพาณิชย์และกลุ่มสื่อสารเป็นปัจจัยกดดัน
ทั้งนี้ กลุ่มพลังงานที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ประมาณ 16.6% ของตลาดรวมคาดว่ากำไรสุทธิในปี 2559-2560 เติบโตถึง 249% และ 13% ตามลำดับ โดยคาดว่าธุรกิจน้ำมันและถ่านหินจะเติบโต 21.4% และ 3.8% ในปี 2560 เชื่อว่าราคาน้ำมันโลกกำลังมีการฟื้นตัวขึ้นและมีกำไรจากสต๊อกหากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในทิศทางขาขึ้น







