posttoday
ประชามติร่างรธน. วัดความชอบธรรมคสช.

ประชามติร่างรธน. วัดความชอบธรรมคสช.

07 พฤษภาคม 2559

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จัดเวทีเสวนา หัวข้อ “เจาะลึกประเด็นร้อนร่างรัฐธรรมนูญ” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้

ในประเด็นของสถาบันทางการเมืองส่วนใหญ่พุ่งความสนใจไปที่การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามที่ กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเปิดเผยชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง 3 ชื่อ โดย อาจารย์
ปูนเทพ มองว่า การกำหนดในลักษณะนั้นจะทำให้ประชาชนไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่ในทางกลับกันจะเป็นการทำให้คนในพรรคต้องมาแข่งขันกันเอง

“การให้มีบัญชีนายกฯ ของ กรธ.ก็เพื่อไม่ให้ถูกอ้างได้ว่าเป็นการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง และตัดตอนไม่ให้นายกรัฐมนตรีอ้างคะแนนเสียงเพื่อยืนยันความชอบธรรม อย่างกรณีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มักจะอ้าง 19 ล้านเสียงที่ผ่านมา”

ทว่า อาจารย์วันวิชิต กลับเห็นต่างออกไปว่า การระบุให้ประชาชนได้เห็นชื่อนายกฯ ก่อนเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ดี เพราะที่ผ่านมานักการเมืองมักเลี่ยงที่จะถูกตรวจสอบ ดังจะเห็นได้ว่าเคยมีหัวหน้าพรรคไม่ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ดังนั้น การให้ประชาชนเห็นความชัดเจนว่าใครจะมาเป็นนายกฯ เลยจึงเป็นสิ่งที่ดี

“การที่พรรคการเมืองส่งบัญชีผู้ที่จะถูกเสนอให้เป็นนายกฯ ได้ 3 ชื่อ ทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกเพราะอยากได้ตัวบุคคลคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ ไม่ชัดเจน เพราะคนที่พรรคเสนอชื่ออาจไม่ใช่คนเดียวกับที่ผู้ลงคะแนนอยากให้เป็นนายกฯ เพราะพรรคอาจเลือกนายทุนผู้ให้การอุปถัมภ์มากกว่าเลือกคนที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ จริงๆ”

ด้าน ภัทระ ชี้แจงว่า การให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลมาก่อนเลือกตั้งมันช่วยลดความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะประชาชนรู้ล่วงหน้า ไม่ต้องตกใจหรือกังวลกับรายชื่อที่ปรากฏในภายหลัง  

“กรธ.ไม่คิดว่าข้อเสนอแบบนี้จะได้นายกฯ จากคนนอก เพราะคนเสนอ คนเลือก คนกำหนดคือพรรคการเมืองเอง และบอกประชาชนตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง จึงไม่ต้องเขียนว่าต้องมาจาก สส. เพราะพรรคการเมืองก็คงไม่กล้าเอาคนนอกมาเป็น”

ภัทระ สรุปว่า กรธ.ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการเลือกนายกฯ และมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการเลือกผู้นำประเทศทางอ้อม และพรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนที่มีความเหมาะสม ทั้งหมดคือเจตนารมณ์ของ กรธ.ที่ต้องการให้เกิดความโปร่งใส

อีกเรื่องที่ทั้งสามคนให้ความสนใจ คือ คำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับที่ในช่วง 5 ปีแรกให้นายกฯ มาจากการเลือกของที่ประชุมรัฐสภา

อาจารย์วันวิชิต ตั้งข้อสังเกตว่า คำถามพ่วงที่ออกมานั้นมีเจตนาที่ต้องการสอบถามประชาชนว่าจะยอมรับกับการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแสดงว่าอยากให้กองทัพอยู่เป็นพี่เลี้ยงดูแลความสงบสุขไปอีก 5 ปี แม้จะมีการเลือกตั้งก็ตาม 

“ผมพบมาว่าหลายคนในสังคมแทนที่จะถามว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร กลับถามว่าถ้าไม่ผ่านแล้ว คสช.จะอยู่นานอีกเท่าไหร่ จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ และมีทั้งอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านเพื่อให้ คสช.อยู่ต่อไป เพื่อให้หมดความชอบธรรม ให้ประชาชนทนไม่ได้ต้องเรียกร้องพรรคการเมืองกลับมาแทน จนทำให้ทหารไม่กล้าทำรัฐประหารอีก 5 ปี 10 ปี” วันวิชิต กล่าว

ด้าน อาจารย์ปูนเทพ วิเคราะห์ในบริบทเดียวกันว่า น่าจะเป็นเรื่องการสร้างความชอบธรรมเพื่อวัดคะแนนนิยมของ คสช.มากกว่า และถ้าผ่านจะส่งผลต่อไปในอนาคต คือการให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีจะกลายเป็นประเพณีในทางการเมืองใหม่ขึ้นมาทันที

“เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2557 เคยมีความพยายามเรียกร้องว่าให้ สว.มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้หลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องตกไปเพราะถูกอ้างว่าไม่มีประเพณีการปกครองแบบนี้ แต่หากครั้งนี้ถ้ายอมให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อไปจะกลายเป็นการอ้างประเพณีว่าสามารถทำได้อีก”

อาจารย์ปูนเทพ ขมวดประเด็นว่า ที่สำคัญจะมีผลพวงต่อเนื่องตามมา คือ ทำให้การรัฐประหารไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะอำนาจนอกระบบเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญเพื่อวิ่งไปสู่วิกฤตของรัฐธรรมนูญเอง เพื่อตีความเอาคนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ

ขณะที่ตัวแทน กรธ.อย่างภัทระ สรุปว่า ความตั้งใจของ กรธ.ต้องการให้อำนาจ สว.พิจารณากฎหมาย แต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระเท่านั้น กรธ.ไม่เคยคิดให้ สว.มาเลือกนายกฯ ด้วย เพราะ สว.มีที่มาแตกต่างจาก สส. แต่เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอ สนช.รับลูก ก็เป็นความท้าทายของสังคมไทยว่าประชาชนจะมีมติอย่างไรต่อไป

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท