
ประชามติร่างรธน. วัดความชอบธรรมคสช.
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
กองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์จัดเวทีเสวนา หัวข้อ “เจาะลึกประเด็นร้อนร่างรัฐธรรมนูญ” โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ปูนเทพ ศิรินุพงศ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ซึ่งเป็นการวิเคราะห์และร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยมีสาระสำคัญดังนี้
ในประเด็นของสถาบันทางการเมืองส่วนใหญ่พุ่งความสนใจไปที่การได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีตามที่ กรธ.กำหนดให้พรรคการเมืองต้องเปิดเผยชื่อบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง 3 ชื่อ โดย อาจารย์
ปูนเทพ มองว่า การกำหนดในลักษณะนั้นจะทำให้ประชาชนไม่สามารถทราบได้แน่ชัดว่าใครจะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่ในทางกลับกันจะเป็นการทำให้คนในพรรคต้องมาแข่งขันกันเอง
“การให้มีบัญชีนายกฯ ของ กรธ.ก็เพื่อไม่ให้ถูกอ้างได้ว่าเป็นการเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง และตัดตอนไม่ให้นายกรัฐมนตรีอ้างคะแนนเสียงเพื่อยืนยันความชอบธรรม อย่างกรณีอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มักจะอ้าง 19 ล้านเสียงที่ผ่านมา”
ทว่า อาจารย์วันวิชิต กลับเห็นต่างออกไปว่า การระบุให้ประชาชนได้เห็นชื่อนายกฯ ก่อนเลือกตั้งเป็นสิ่งที่ดี เพราะที่ผ่านมานักการเมืองมักเลี่ยงที่จะถูกตรวจสอบ ดังจะเห็นได้ว่าเคยมีหัวหน้าพรรคไม่ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นนายกฯ ดังนั้น การให้ประชาชนเห็นความชัดเจนว่าใครจะมาเป็นนายกฯ เลยจึงเป็นสิ่งที่ดี
“การที่พรรคการเมืองส่งบัญชีผู้ที่จะถูกเสนอให้เป็นนายกฯ ได้ 3 ชื่อ ทำให้เจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือกเพราะอยากได้ตัวบุคคลคนใดคนหนึ่งเป็นนายกฯ ไม่ชัดเจน เพราะคนที่พรรคเสนอชื่ออาจไม่ใช่คนเดียวกับที่ผู้ลงคะแนนอยากให้เป็นนายกฯ เพราะพรรคอาจเลือกนายทุนผู้ให้การอุปถัมภ์มากกว่าเลือกคนที่ประชาชนอยากให้เป็นนายกฯ จริงๆ”
ด้าน ภัทระ ชี้แจงว่า การให้พรรคการเมืองเสนอชื่อบุคคลมาก่อนเลือกตั้งมันช่วยลดความรุนแรงและความขัดแย้งทางการเมืองได้ เพราะประชาชนรู้ล่วงหน้า ไม่ต้องตกใจหรือกังวลกับรายชื่อที่ปรากฏในภายหลัง
“กรธ.ไม่คิดว่าข้อเสนอแบบนี้จะได้นายกฯ จากคนนอก เพราะคนเสนอ คนเลือก คนกำหนดคือพรรคการเมืองเอง และบอกประชาชนตั้งแต่ตอนเลือกตั้ง จึงไม่ต้องเขียนว่าต้องมาจาก สส. เพราะพรรคการเมืองก็คงไม่กล้าเอาคนนอกมาเป็น”
ภัทระ สรุปว่า กรธ.ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการเลือกนายกฯ และมีส่วนกำหนดอนาคตของตนเองผ่านการเลือกผู้นำประเทศทางอ้อม และพรรคการเมืองต้องคัดเลือกคนที่มีความเหมาะสม ทั้งหมดคือเจตนารมณ์ของ กรธ.ที่ต้องการให้เกิดความโปร่งใส
อีกเรื่องที่ทั้งสามคนให้ความสนใจ คือ คำถามพ่วงประชามติที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ถามว่า เห็นด้วยหรือไม่กับที่ในช่วง 5 ปีแรกให้นายกฯ มาจากการเลือกของที่ประชุมรัฐสภา
อาจารย์วันวิชิต ตั้งข้อสังเกตว่า คำถามพ่วงที่ออกมานั้นมีเจตนาที่ต้องการสอบถามประชาชนว่าจะยอมรับกับการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หรือไม่ ถ้าคนส่วนใหญ่เห็นด้วยแสดงว่าอยากให้กองทัพอยู่เป็นพี่เลี้ยงดูแลความสงบสุขไปอีก 5 ปี แม้จะมีการเลือกตั้งก็ตาม
“ผมพบมาว่าหลายคนในสังคมแทนที่จะถามว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างไร กลับถามว่าถ้าไม่ผ่านแล้ว คสช.จะอยู่นานอีกเท่าไหร่ จะหยิบรัฐธรรมนูญฉบับไหนมาใช้ และมีทั้งอยากให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านเพื่อให้ คสช.อยู่ต่อไป เพื่อให้หมดความชอบธรรม ให้ประชาชนทนไม่ได้ต้องเรียกร้องพรรคการเมืองกลับมาแทน จนทำให้ทหารไม่กล้าทำรัฐประหารอีก 5 ปี 10 ปี” วันวิชิต กล่าว
ด้าน อาจารย์ปูนเทพ วิเคราะห์ในบริบทเดียวกันว่า น่าจะเป็นเรื่องการสร้างความชอบธรรมเพื่อวัดคะแนนนิยมของ คสช.มากกว่า และถ้าผ่านจะส่งผลต่อไปในอนาคต คือการให้ สว.เลือกนายกรัฐมนตรีจะกลายเป็นประเพณีในทางการเมืองใหม่ขึ้นมาทันที
“เมื่อเกิดความขัดแย้งทางการเมืองในปี 2557 เคยมีความพยายามเรียกร้องว่าให้ สว.มีอำนาจเลือกนายกฯ ได้หลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎร แต่ต้องตกไปเพราะถูกอ้างว่าไม่มีประเพณีการปกครองแบบนี้ แต่หากครั้งนี้ถ้ายอมให้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อไปจะกลายเป็นการอ้างประเพณีว่าสามารถทำได้อีก”
อาจารย์ปูนเทพ ขมวดประเด็นว่า ที่สำคัญจะมีผลพวงต่อเนื่องตามมา คือ ทำให้การรัฐประหารไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว เพราะอำนาจนอกระบบเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญ อาศัยกลไกรัฐธรรมนูญเพื่อวิ่งไปสู่วิกฤตของรัฐธรรมนูญเอง เพื่อตีความเอาคนนอกเข้ามาเป็นนายกฯ
ขณะที่ตัวแทน กรธ.อย่างภัทระ สรุปว่า ความตั้งใจของ กรธ.ต้องการให้อำนาจ สว.พิจารณากฎหมาย แต่งตั้งกรรมการในองค์กรอิสระเท่านั้น กรธ.ไม่เคยคิดให้ สว.มาเลือกนายกฯ ด้วย เพราะ สว.มีที่มาแตกต่างจาก สส. แต่เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอ สนช.รับลูก ก็เป็นความท้าทายของสังคมไทยว่าประชาชนจะมีมติอย่างไรต่อไป







