posttoday
เงินเฟ้อฟื้น แต่ครัวเรือนฟุบ

เงินเฟ้อฟื้น แต่ครัวเรือนฟุบ

06 พฤษภาคม 2559

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) ของไทย ที่ต่ำเตี้ยมานาน เริ่มปรับตัวขึ้นมาเป็นบวกอีกครั้ง โดยเดือน เม.ย. 2559 อยู่ที่ระดับ 106.42 สูงขึ้น 0.07% เทียบกับเดือน เม.ย. 2558 ซึ่งเป็นอัตราที่กลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 16 เดือน นับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2557 ที่เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.60% และเมื่อเทียบกับเดือน มี.ค. 2559 เงินเฟ้อสูงขึ้น 0.55% ขณะที่เงินเฟ้อเฉลี่ย 4 เดือนแรกปีนี้ ยังลดลง 0.35% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

สาเหตุที่ทำให้เงินเฟ้อกลับมาเป็นบวก เป็นผลจากดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 1.57% สินค้าสำคัญที่มีราคาแพงขึ้น เช่น ผักสดและผลไม้เพิ่ม 5.29% เนื้อสัตว์ เป็ด ไก่ และสัตว์น้ำเพิ่ม 1.79% ไข่และผลิตภัณฑ์นมเพิ่ม 2.57% ส่วนดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มลดลง 0.76% สินค้าสำคัญ คือ น้ำมันเชื้อเพลิงลดลง 11.20% แต่มีสินค้าที่ราคาแพงขึ้น เช่น หมวดยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์เพิ่ม 13.13% มาจากการเก็บภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ หรือรัฐบาลอาจจะรู้สึกโล่งใจที่ดัชนีเงินเฟ้อได้ปรับตัวจากที่ติดลบกลับมาเป็นบวก สะท้อนภาพว่าเศรษฐกิจเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น การฝืดเคืองของเศรษฐกิจลดลงแล้ว ที่กลัวว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดขึ้นก็ดีขึ้น

แต่อาการโล่งใจที่เกิดขึ้นนั้น อาจเร็วไปที่จะตัดสินว่าเศรษฐกิจไทยพ้นภาวะเงินฝืด เพราะภาวะเงินฝืดนั้นไม่ได้เกิดขึ้นในภาพรวมของเศรษฐกิจ แต่เป็นภาวะเงินฝืดในระดับครัวเรือน เนื่องจากรายได้ครัวเรือนต่ำลงจากหลายปัจจัย จนต้องหันไปกู้เงินนอกระบบเพื่อเสริมสภาพคล่อง

นอกจากนี้ หากพิจารณาลงไปในไส้ของเงินเฟ้อ จะเห็นว่าเงินเฟ้อไม่ได้มาจากการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่มาจากราคาสินค้าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น โดยเมื่อแยกเป็นรายการสินค้า 450 รายการ ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ พบว่ามีสินค้าที่ราคาสูงขึ้น 200 รายการ คิดเป็นสัดส่วน 52.75% ของน้ำหนักรวม เช่น เนื้อสุกรเพิ่ม 1.48% ผักคะน้าเพิ่ม 13.17% ต้นหอมเพิ่ม 28.21% มะนาวเพิ่ม 35.26% ถั่วฝักยาวเพิ่ม 37.15% อาหารโทรสั่ง (เดลิเวอรี่) เพิ่ม 25.13% ข้าวราดแกงเพิ่ม 0.35% น้ำยาปรับผ้านุ่มเพิ่ม 0.85% ค่าห้องพักคนไข้ในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเพิ่ม 0.29% สินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลง 166 รายการ และสินค้าที่ราคาลดลง 84 รายการ เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลดลง 0.14% ผงซักฟอกลดลง 0.17%

นอกจากนี้ ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (เงินเฟ้อพื้นฐาน) หักกลุ่มอาหารสดและพลังงาน เดือน เม.ย. 2559 เท่ากับ 106.53 สูงขึ้น 0.78% เทียบกับเดือน เม.ย. 2558 และสูงขึ้น 0.14% เทียบกับเดือน
มี.ค. 2559 ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ย 4 เดือน (เดือน ม.ค.-เม.ย.) 2559 สูงขึ้น 0.70%

ด้าน ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่เงินเฟ้อทั่วไปเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 16 เดือน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดี แสดงว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาฟื้นตัว แต่ยังต้องจับตาสถานการณ์เงินเฟ้อในช่วง 2-3 เดือนจากนี้อีกครั้ง เนื่องจากอัตราขยายตัวแม้จะเป็นบวก แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ

“ช่วงเดือน เม.ย. ต่อเนื่องเดือน พ.ค. มีบรรยากาศการใช้สอยค่อนข้างมาก ทั้งจากสงกรานต์ และเปิดภาคเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยพิเศษที่ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน ทำให้อัตราเงินเฟ้อขยายตัว แต่ต้องจับตาดูสถานการณ์อีก 2-3 เดือน ว่าอัตราเงินเฟ้อขยายตัวจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวจริงหรือไม่” ธนวรรธน์ กล่าว

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (อีไอซี) ระบุว่า อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เป็นผลจากปัจจัยชั่วคราวเป็นหลัก เห็นได้จากราคาสินค้าที่ไม่ใช่อาหารยังทรงตัวปัจจัยกดดันเงินเฟ้อให้ติดลบเริ่มลดลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีทิศทางปรับสูงขึ้น 8.9% จากเดือนก่อนหน้า

อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือน เม.ย.กลับมาเป็นบวกที่ 0.07% หลังจากติดลบต่อเนื่องมา 16 เดือนซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็ปรับขึ้นเล็กน้อยที่ 0.78% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ปรับสูงขึ้น เป็นผลจากราคาอาหารที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาผักและผลไม้ที่สูงขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปลาและสัตว์น้ำ 3.4% รวมถึงอาหารสำเร็จรูป 1.0% ส่วนหนึ่งเป็นผลจากภัยแล้งและแรงกระตุ้นของภาครัฐ

ทั้งนี้ อีไอซี มองว่า ในปีนี้เงินเฟ้อจะทยอยปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 0.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามราคาน้ำมันและการบริโภคในประเทศที่เพิ่มขึ้น

ฉะนั้นหากเงินเฟ้อเกิดจากต้นทุนดัน(Cost Push) ไม่ใช่มาจากความต้องการสินค้าเพิ่มขึ้น (Demand Pull) อาจจะทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจดูดีขึ้น แต่ในระดับครัวเรือนยังประสบความฝืดเคืองด้านรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ผลกระทบต่อเนื่องอาจจะทำให้เป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันหนี้ครัวเรือนให้เพิ่มขึ้น

สุทธาภา อมรวิวัฒน์ รองผู้จัดการใหญ่ผู้บริหารสูงสุด ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สิ่งที่น่าห่วงสำหรับภาวะเศรษฐกิจปีนี้ คือ รายได้การจ้างงานลดลง นายจ้างลดชั่วโมงการทำงานลงในแทบทุกภาคอุตสาหกรรม ทำให้คนในกลุ่มนี้ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อมีความสามารถในการใช้จ่ายลดลง แม้ว่าการจ้างงานจะไม่เปลี่ยน แต่อาจจะมีปัญหาในการชำระหนี้เพิ่มขึ้นได้

แรงงานส่วนใหญ่ในขณะนี้ จะมีหนี้ผ่อนชำระค่าบ้าน รถยนต์ และผ่อนชำระสินค้าอื่นๆ สถานการณ์เช่นนี้บวกกับภาระหนี้ที่ค่อนข้างสูงของครัวเรือน และบวกกับไส้ในของสินทรัพย์ครัวเรือนที่มีสภาพคล่องต่ำ โดยสินทรัพย์ที่เปลี่ยนเป็นเงินสดได้ง่ายๆ มีเพียงแค่ 10% ของสินทรัพย์รวม ทำให้มีความเปราะบางและเสี่ยงที่จะผิดนัดชำระหนี้ได้ง่าย

สำหรับวัตถุประสงค์การกู้อันดับแรก คือ เพื่อใช้จ่ายประจำวัน รองลงมา คือ ซื้อบ้านและซื้อรถยนต์ โดยในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเคยประสบปัญหาผิดนัดชำระหนี้ 83.5% สาเหตุเงินไม่พอจ่าย เจ็บปวย และหมุนเงินไม่ทัน ตามลำดับ ภาวะหนี้ในปัจจุบันส่งผลกระทบทำให้การใช้จ่ายลดลง 52.7% คาดว่าอีก 3 เดือนข้างหน้าจะมีการใช้จ่ายลดลง 11.5% ส่วนพฤติกรรมการใช้จ่ายของมนุษย์เงินเดือนระดับล่างมีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ 42.5%

ฉะนั้นภาระหนี้ครัวเรือนภาคแรงงานไทยสูงสุดในรอบ 8 ปีอยู่ที่ 119,061.74 บาท เป็นหนี้ในระบบ 39.38% หนี้นอกระบบ 60.62% สูงสุดเท่าที่เคยมี อัตราผ่อนชำระเฉลี่ยต่อเดือน 8,114.31 บาท แบ่งเป็นชำระหนี้ในระบบ 5,889.53 บาท หนี้นอกระบบ 9,657.78 บาท ถือว่าสูงสุดที่เคยมี

สำหรับครัวเรือนภาคการเกษตรไม่ต้องพูดถึง เพราะปัญหาภัยแล้งและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกตกต่ำมาพักใหญ่ ทำให้กลุ่มเกษตรกรมีหนี้ครัวเรือนสูงเกินรายได้อยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจากราคาสินค้าแพง อาจไม่ใช่สัญญาณดีเสมอไป อาจจะกลายเป็นข่าวร้ายของครัวเรือนไทยก็เป็นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท