
ความไม่เข้าใจระหว่าง นักลงทุนของไทยกับนักวิจัย
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
วันนี้ชื่อเรื่องค่อนข้างจะยาวสักหน่อย แต่ก็สะท้อนภาพที่เกิดขึ้นจริงในประเทศไทย ซึ่งอาจจะมีปัญหาที่แตกต่างออกไปบ้างจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วและผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการวิจัย ทรัพย์สินทางปัญญา และการถ่ายทอดทางเทคโนโลยี
นอกจากนี้ ยังมีเงินกองทุนต่างๆ ทั้งของรัฐบาล เช่น SBIR และเงิน Venture Capital (VC) และ Angle Fund ทั้งผู้วิจัยเองก็น่าจะมีความรับผิดชอบเชื่อถือได้พอสมควร (Accountability) อาจะเป็นเพราะกระบวนการที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลและมหาวิทยาลัยเป็นเวลานานพอสมควร ต่างกับบ้านเราที่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นจริงจังในรัฐบาลนี้
ก่อนที่จะเข้าเรื่อง ผู้เขียนคงต้องอธิบายคร่าวๆ ถึงกระบวนการวิจัยตั้งแต่ต้นไปจนถึงการ Scale Up เพื่อเข้าใกล้ตลาดจนไปถึงตลาด และกระบวนการก่อนที่จะถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริงๆ เสียก่อน ที่ผู้เขียนใช้คำว่าอธิบายคร่าวๆ นั้น เนื่องจากว่าผู้เขียนได้เคยอธิบายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มาแล้ว สอดแทรกในเรื่องต่างๆ หรืออธิบายโดยตรงบ้างในบางครั้ง เพียงอาจจะใช้ชื่อแตกต่างกันไป แต่อาจจะเป็นภาษาวิชาการหรือมีรายละเอียดมากเกินไปจนผู้อ่านขาดความสนใจ
ในครั้งนี้จึงคิดว่าจะขออธิบายสั้นๆ เริ่มจากเรื่องของการวิจัย โดยถ้ามองการวิจัยไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมหรือเครื่องกล เทคโนโลยีต่างๆ ย่อมต้องเริ่มขึ้นในห้องทดลอง ซึ่งเป็นปริมาณไม่มาก มีกระบวนการควบคุมสภาพแวดล้อมไว้เป็นอย่างดี เงื่อนไขต่างๆ ในการทดลองเป็นไปตามที่กำหนด มีการทดลองซ้ำแล้วซ้ำอีก ปรับเปลี่ยนไปมา จนได้ผลตามที่คาดการณ์ ก็จดบันทึกต่างๆ ไว้
รวมถึงผลงานการวิจัย ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วผลวิจัยนี้แม้จะดูดีก็ไม่ได้หมายความว่าจะใช้ได้ อย่างมากก็นำไปเขียนบทความ บรรยาย เพื่อปรับขั้นปรับตำแหน่งกันไป ต้องดูกันต่อไปว่าหากขยายการผลิตขึ้นไป ไปทำแบบจำลอง (Prototype) แล้วเป็นอย่างไร ยิ่งกว่านั้นหากขยายขึ้นไปอีก (Scale Up) ไปผลิตในเชิงอุตสาหกรรมแล้วได้หรือไม่ เพราะเมื่อขยายขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อไปสู่การค้านั้น การผลิตจริงจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อม และเงื่อนไขที่ต่างกันออกไป ควบคุมไม่ได้เหมือนในห้องทดลอง
ในทางปฏิบัติสิ่งที่ควรจะต้องมีควบคู่กันไป คือ นักวิจัยคนนั้น/กลุ่มนั้น จะต้องทำการวิจัยพัฒนาต่อไปให้สุดเพื่อให้ได้ผลจริงๆ สามารถนำไปผลิตเป็นสินค้าออกสู่ตลาดได้ ซึ่งเรื่องนี้นักวิจัยของไทยมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะหยุดแค่ผลงานจากห้องทดลอง เนื่องจากมีเงินทุนไม่มากพอ ได้เงินทุนมาวิจัยแค่นั้นก็จบแค่นั้น
ผู้ให้ทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานของรัฐบาลก็สบายใจ เพราะเงินที่ให้ไปได้เป็นผลงานมาแล้ว แต่เงินทุนให้ Scale Up ไม่มี เพราะต้องใช้เงินอีกมากและอาจล้มเหลวก็ได้ ผลงานไม่มี ตอนนี้ผู้ให้ทุนจะเดือดร้อน เพราะเท่ากับทำเงินของรัฐบาลตกน้ำหายไป นักวิจัยเองก็พอใจแค่นั้น เพราะไม่ต้องลงแรงต่ออีกมากมาย แล้วอาจจะล้มเหลวก็ได้ บางรายผลงานขึ้นหิ้งไป แต่ก็เขียนเป็นบทความได้
บางรายก็ขายผลงานจากห้องทดลองนั้นไป โดยไม่สนใจรับผิดชอบว่าผู้ซื้อไปจะทำได้หรือไม่ เพราะไม่ได้ขายแพงมาก เอาแค่ค่าเหนื่อยก็พอ อาจเป็นแค่หลักหมื่นหรือไม่กี่แสน แล้วก็ไปเขียนขอทุนทำวิจัยอื่นต่อไป อาจเป็นวิจัยเรื่องที่คล้ายกัน แต่ปรับสูตรปรับผลที่ได้ ซึ่งไม่ยากเย็นนัก
ในส่วนของผู้ซื้อของไทยที่ซื้อผลงานจากนักวิจัยไทยก็คงลำบากหน่อย ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ หรือผู้มีความรู้/ประสบการณ์ก็พอจะทราบ โดยเฉพาะการที่นักวิจัยบอกว่าผลผลิตดีมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าจะทำเงินได้มหาศาล แต่กลับเรียกเงินค่าผลงานวิจัยแค่เป็นหลักหมื่น หรือไม่กี่แสน ผู้ซื้อก็ต้องคิดให้ดีแล้วว่าเป็นอะไรกันแน่ เพราะการเรียกในเรื่องการขายผลงานวิจัยทางเทคโนโลยีนั้น มีตั้งแต่ Disclosure Fee, Up front fee, Royalty Fee ฯลฯ
ดังนั้น ที่เรียกมาอาจจะเป็นแค่ Disclosure Fee หรือ Up front fee ก็ได้ เคยมีภาคเอกชนมาบ่นกับผู้เขียนว่า นักวิจัยหลายๆ คน หลงผลงานของตัวเอง แค่เข้ามาขอดูว่าเป็นอย่างไร ก็เรียก Disclosure Fee เสียแพง ยังไม่ทันทราบเลยว่าข้างในมีอะไร ก็เลยไม่เอาดีกว่า นำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศแพงหน่อย แต่มั่นใจได้ ส่วนนักวิจัยก็บ่นว่า บริษัทใหญ่ๆ ชอบมาขอดูแล้วไม่ซื้อ เอาไปทำเสียเอง จึงมีปัญหาว่าความพอดีอยู่ที่ตรงไหน
อย่างไรก็ตาม บริษัทใหญ่ๆ นั้นผู้เขียนไม่ห่วง แต่ที่ห่วงคือคนรุ่นใหม่ที่มีเป้าหมายอยากเป็นผู้ประกอบการ รวยเร็ว (ยิ่งตอนนี้รัฐบาลกำลังส่งเสริม Start Up อยู่) แต่ขาดประสบการณ์ ความรู้ ในกระบวนการถ่ายทอดเทคโนโลยี และขาดความรอบคอบ และที่สำคัญยังเข้าใจคลาดเคลื่อนกับนักวิจัยที่มองว่าการขายให้ในราคาไม่แพงนั้น เป็นผลงานเบื้องต้น ที่ต้องไปทำวิจัยต่อ หรืออาจจะต้องมาจ้างฉันไปทำวิจัยพัฒนาต่อไป
ที่สำคัญที่สุดของที่สุด ซึ่งผู้ซื้อต้องสังวรไว้คือ โครงการวิจัยเหล่านี้ 10-20 โครงการจะประสบความสำเร็จทำการขายได้จริงเพียง 1-2 โครงการเท่านั้น







