posttoday
กฎเหล็กฟื้นฟูแบงก์รัฐ ขับเคลื่อน ศก.

กฎเหล็กฟื้นฟูแบงก์รัฐ ขับเคลื่อน ศก.

05 พฤษภาคม 2559

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เริ่มเข้ามาดูแลกำกับการทำงานสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือแบงก์รัฐ จำนวน 8 แห่ง ตั้งแต่ต้นเดือน เม.ย. 2559 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ในการกำกับแบงก์รัฐ หลังจากอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลังมาตลอด

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดจากมติของคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ให้ ธปท.เป็นหน่วยงานกำกับดูแลแบงก์รัฐเต็มรูปแบบ มีอำนาจออกเกณฑ์กำกับ ตรวจสอบความเหมาะสมของผู้บริหาร รวมถึงสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้แบงก์เฉพาะกิจของรัฐเป็นอิสระอย่างแท้จริง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาจากฝ่ายการเมืองมาใช้แบงก์เฉพาะกิจของรัฐสนองนโยบายที่ไม่เหมาะสม

เหตุผลสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากที่ผ่านมาแบงก์รัฐถูกใช้เป็นเครื่องมือของฝ่ายการเมืองขนาดเกินกรอบหลุดขอบกันอย่างมาก จนทำให้เกิดความเสียหายตามมาอย่างมาก กรณีที่เห็นได้ชัดคือ การดำเนินงานของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีการปล่อยสินเชื่อที่หละหลวม มีการทุจริตของผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ รวมถึงลูกหนี้ ทำให้ธนาคารทั้งสองแห่งมีหนี้เสียรวมกันถึง 8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 40-50% ของสินเชื่อคงค้างของทั้งสองแห่ง

หรือจะเป็นกรณีของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ปล่อยกู้ให้กับโครงการรับจำนำข้าวโครงการเดียวถึง 5 แสนล้านบาท และไม่สามารถทวงหนี้จากรัฐบาลได้เนื่องจากรัฐบาลขายข้าวไม่ได้ ทำให้ต้องแบกหนี้แบกดอกเบี้ย ซึ่งแม้ว่าความเสียหายไม่ได้เกิดกับ ธ.ก.ส.โดยตรง เพราะเงินกู้ดังกล่าวรัฐบาลเป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งหนีไม่พ้นเป็นความเสียหายของประเทศที่คนไทยทั้งหมดต้องรับใช้

ยังไม่รวมกับฝ่ายการเมืองที่ส่งคนใกล้ชิดไม่มีความสามารถในการบริหารการเงินการธนาคาร เข้าไปเป็นกรรมการและผู้บริหารเพื่อหาผลประโยชน์จากธนาคารให้กับตัวเองและคนใกล้ชิด จนทำให้แบงก์เสียหายอย่างมากตามที่ปรากฏเป็นหนี้เสียก้อนใหญ่

ฐานะที่ย่ำแย่ของแบงก์รัฐดังกล่าว หากเป็นธนาคารพาณิชย์มีหนี้เสียจำนวนมากขนาดนั้น และอยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท. คงต้องถูกปิดกิจการไปนานแล้ว แต่เมื่ออยู่ภายใต้กำกับของกระทรวงการคลัง ที่อยู่ภายใต้ฝ่ายนโยบายการเมืองทำให้การกำกับดูแลแบงก์รัฐมีปัญหาอย่างที่เกิดขึ้น

ปัญหาดังกล่าว รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เห็นจุดอ่อนช่องใหญ่ที่ทุกรัฐบาลรู้แต่ไม่มีการแก้ไขจริงจัง ส่งผลให้ยิ่งนานวันแบงก์รัฐหลายแห่งอาการแย่สาหัส จนต้องมอบดาบให้ ธปท.เข้ามากำกับดูแลแบงก์รัฐ

สำหรับ ธปท.ได้ตีกรอบกำกับแบงก์รัฐ ด้านสำคัญ ได้แก่ ความเสี่ยงด้านการปล่อยสินเชื่อ ความเสี่ยงด้านการตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน และความเสี่ยงด้านชื่อเสียงภาพลักษณ์ แต่ในรายละเอียดจะมีการปรับให้เหมาะสมในแต่ละธนาคาร เนื่องจากมีการจัดตั้งและวัตถุประสงค์ รวมถึงการดำเนินงานที่แตกต่างกัน เช่น การจัดชั้นหนี้เสียของแบงก์รัฐ คงใช้เกณฑ์ตามแบงก์พาณิชย์ที่ขาดชำระ 3 เดือน เป็นหนี้เสียทันที เพราะกรณีของ ธ.ก.ส.มีการชำระหนี้เป็นฤดูกาลผลิตไม่ได้ชำระหนี้เป็นรายเดือน หากยึดตามแบงก์พาณิชย์จะทำให้การดำเนินงานของ ธ.ก.ส.มีปัญหาทันที

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การเข้ามากำกับแบงก์รัฐของ ธปท.ทำให้การดำเนินงานของแบงก์รัฐมีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นมาตรการฐานใกล้เคียงกับธนาคารพาณิชย์ในไม่ช้า

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การปล่อยกู้โครงการบ้านประชารัฐ ในส่วนของการปล่อยกู้ให้กับผู้ประกอบการ ซึ่งมีธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยในส่วนของการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยไม่มีปัญหา เพราะถือเป็นธนาคารพาณิชย์ แต่ในส่วนของการปล่อยกู้ของธนาคารออมสิน และ ธอส. ทาง ธปท.ได้เข้ามากำกับอย่างใกล้ชิดถึงรายละเอียดเงื่อนไข เพื่อไม่ให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต และจะทำให้เกิดความเสียหายกับประเทศ

การกำกับของ ธปท.อาจจะทำให้การดำเนินการล่าช้าไปบ้าง แต่ในแง่ของแบงก์รัฐต้องถือว่าการเข้ามาดูแลของ ธปท.เป็นเหมือนเกราะกำบังและกันชนให้กับแบงก์รัฐ เพราะฝ่ายนโยบายไม่สามารถสั่งการให้แบงก์รัฐดำเนินการทำนโยบายที่มีความเสี่ยงกับแบงก์และประเทศได้อีกต่อไป

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดอีกตัวอย่าง คือ การกู้ของ ธ.ก.ส. เพื่อใช้ในโครงการรับจำนำข้าวที่ผ่านมา หากตอนนั้น ธ.ก.ส.อยู่ภายใต้การกำกับของ ธปท.จะไม่สามารถทำได้เลย เพราะจะติดกรอบการกำกับเรื่องสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อต่อรายที่สูงเกินไป แต่เมื่อตอนนั้น ธ.ก.ส.ยังไม่ได้อยู่ภายใต้กำกับดูแลแบงก์รัฐ ทำให้ฝ่ายการเมืองมีช่องว่างทำนโยบายจนสร้างความเสียหายให้กับแบงก์รัฐและประเทศในที่สุด

นอกจากกำกับการดำเนินงานของแบงก์รัฐแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ คือ คนที่จะเข้ามาเป็นกรรมการหรือผู้บริหารจะต้องได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจาก ธปท. ซึ่งถือเป็นการปิดช่อง
ไม่ให้ฝ่ายการเมืองกินรวบแบงก์รัฐได้เหมือนในอดีตอีกต่อไป

ที่สำคัญ ธปท.ยังมีอำนาจลงดาบผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดและทุจริตจนทำให้ให้แบงก์รัฐเสียหาย ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีผู้กระทำผิดจำนวนไม่น้อยแต่ส่วนใหญ่ก็ลอยนวล เพราะเป็นคนจากการเมืองส่งเข้ามา ทำให้ฝ่ายการเมืองไม่ดำเนินการเอาผิด

การเปลี่ยนแปลงกำกับแบงก์รัฐครั้งนี้ โดยให้ ธปท.มาเป็นรั้วป้องกันส่งผลให้แบงก์รัฐทำงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เต็มที่ โดยที่การเมืองเข้าแทรกแซงได้ยาก ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเหมือนในอดีตได้จำนวนมาก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน