
ลุยปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ทางรอดศก.เอเชียระยะยาว
โดย...ช้องนาง ปรีชาเจริญศิลป์
โดย...ช้องนาง ปรีชาเจริญศิลป์
นับตั้งแต่ต้นปี 2016 มานี้ ทั่วโลกต่างก็เผชิญกับข่าวร้ายทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนในตลาดทุนอันเป็นผลพวงจากการเตรียมปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หรือการส่งออกค้าขายที่ซบเซากว่าคาดในภาคเศรษฐกิจจริง อันเป็นผลพวงมาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษของจีน กระนั้นก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าหลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มชาติผู้ส่งออกใน “เอเชีย” กลับไม่มีการโหมใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่อย่างหวือหวา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008
ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ใช้มาตรการกระตุ้นทางการเงินอย่างเหนือความคาดหมายด้วยอัตราดอกเบี้ยติดลบ 0.1% เมื่อเดือน ม.ค. ทว่ากลับไม่ประสบผลสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้และเจอผลข้างเคียงกว่าที่คาด จนต้องพักยกยาวถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้น ก็มีเพียงธนาคารกลางของอินโดนีเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ และจีน ที่ออกมาตรการผ่อนปรนทางการเงินในปีนี้ ส่วนมาตรการกระตุ้นทางการคลังด้วยการเพิ่มงบประมาณลงทุนและใช้จ่ายของภาครัฐ มีจำกัดในบางประเทศเท่านั้น ยกเว้นเพียงจีนที่มีกำลังมากพอในการกระตุ้นสองทางไปพร้อมกันได้ แต่ขนาดของการกระตุ้นก็ไม่หวือหวาหรือมากพอหากเทียบกับสมัยของอดีตประธานาธิบดี หูจิ่นเทา เช่นกัน
ประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายประเทศในเอเชียไม่โหมกระตุ้นเหมือนที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะว่ามาตรการการเงินและการคลังเหล่านี้เป็นเพียงการกระตุ้นเฉพาะหน้าในระยะสั้น ที่ทำได้เพียง “พยุง” เศรษฐกิจไม่ให้แย่ถึงขั้นวิกฤตเท่านั้น ประเทศเหล่านี้รู้ดีว่าภาวะที่กำลังเผชิญอยู่เป็น “ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องแก้ด้วยการปฏิรูปเศรษฐกิจเท่านั้น” และไม่อาจถมแก้ปัญหาให้เต็มได้ด้วยการหว่านเงินระยะสั้น
ประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ในเอเชียอย่าง “เกาหลีใต้” นับเป็นตัวอย่างล่าสุดของการเดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่มุ่งแก้ปัญหาในอุตสาหกรรมหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมต่อเรือและการขนส่งสินค้าทางเรือที่เคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญ
ทว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมดังกล่าวกำลังเป็นปัญหาเรื้อรัง และเป็นสัดส่วนสำคัญของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จำนวนมหาศาลของธนาคารพาณิชย์ในปี 2015 ซึ่งมีหนี้เสียทั้งหมดพุ่งแตะ 29.9 ล้านล้านวอน (ราว 9.1 แสนล้านบาท) สูงที่สุดในรอบ 15 ปี
รัฐบาลเกาหลีใต้ประกาศแผนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างของภาคเอกชนในอุตสาหกรรมดังกล่าว โดยเตรียมเปิดเผยรายละเอียดภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งคาดว่าจะมีทั้งมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน และการปรับโครงสร้างหนี้ โละธุรกิจที่ไม่สามารถไปต่อได้ ภายหลังจากที่ได้ตั้งคณะทำงานร่วมหลายฝ่ายขึ้นมาศึกษาแผนการปฏิรูป
การแก้ปัญหาอุตสาหกรรมดังกล่าวเคยได้รับการกล่าวถึงมาแล้วหลายครั้ง ทว่ายังไม่เคยมีการลงมือแก้ในระดับปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรัฐบาลประธานาธิบดี ปาร์กกึนเฮ เลือกที่จะใช้มาตรการทางการคลังช่วยธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นหลักในระยะแรกๆ และใช้นโยบายการเงินเป็นหลัก โดยในปี 2015 มีการลดดอกเบี้ยไปแล้วถึง 4 ครั้ง นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2014 อยู่ที่ 1.5% ซึ่งแม้จะเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ทว่ากลับไม่สามารถยืนพื้นหนุนเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง
ธนาคารกลางเกาหลีใต้คาดการณ์ว่าในไตรมาสแรกปี 2016 ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะขยายตัวเพียง 0.4% ซึ่งน้อยกว่าที่หลายสำนักคาดการณ์กันเอาไว้ โดยมีแรงฉุดสำคัญมาจากภาคการส่งออก เนื่องจากความต้องการสินค้าจากจีนที่ยังซบเซา
เกาหลีใต้ยังมีข้อจำกัดสำคัญในเรื่องเพดานหนี้ หนี้ครัวเรือน และงบดุลทางการเงินของเกาหลีใต้ โดยมีหนี้ครัวเรือนพุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชียทำสถิติอยู่ที่ 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 35 ล้านล้านบาท) ในปีที่แล้ว ที่ทำให้ไม่สามารถใช้นโยบายการเงินการคลังกระตุ้นการบริโภคภายในได้มากนัก และทำให้ต้องมุ่งไปยังการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาวอย่างไม่มีทางเลือก
ส่วนประเทศที่การขึ้นลงของเศรษฐกิจส่งผลกระทบไปทั่วโลกอย่าง “จีน” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่หันไปให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง เพราะแม้ว่าจะดำเนินมาตรการอัดฉีดสองทางพร้อมกันมาอย่างต่อเนื่องหลายปี แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะโมเดลการเป็นโรงงานผลิตของโลกที่เริ่ม “แพงขึ้น” และการพึ่งภาคส่งออกมากเกินไปยังทำให้ประเทศต้องเจ็บตัวอย่างหนักในภาวะที่เศรษฐกิจโลกแย่
จีนจึงประกาศการปฏิรูปเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังในยุคของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยกางเป้าจีดีพีที่ราว 6.5-7% เท่านั้น เพื่อปรับโมเดลที่พึ่งพิงการส่งออกไปเป็นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก จากประชากร 1,300 ล้านคน รวมทั้งเน้นการปฏิรูปทางการเงินให้ทยอยไปสู่การเงินเสรีอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น เพื่อให้เงินหยวนได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ล่าสุด จีนเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอีกด้านที่ยังเรื้อรัง ด้วยการปฏิรูปภาคการผลิตส่วนเกิน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหล็ก ถ่านหิน และเหมืองแร่ ตามนโยบาย Supply Side Reform ที่หั่นกำลังผลิตในภาคอุตสาหกรรมหนักเหล่านี้
จากการหันหัวเรือดังกล่าว ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของจีนไตรมาสแรกของปีดีดตัวไปอยู่ที่ 6.7% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งดีกว่าที่คาดการณ์ไว้และอยู่ในระดับสูงกว่าเป้าที่ 6.5% เป็นผลมาจากสัดส่วนภาคการบริการของจีนที่สูงถึง 56.9% ของจีดีพีในไตรมาสแรก โดยในปี 2015 ภาคการบริการของจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 51% ของจีดีพี หรือ 90% ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และ 41% ของภาคแรงงาน
เช่นเดียวกับการลงทุนสินทรัพย์ถาวรในเดือน มี.ค. ที่ดีดตัวขึ้นถึง 11.1% เทียบกับปีก่อนหน้า จากระดับ 10.2% ในเดือน ม.ค. และ ก.พ. ส่วนภาคค้าปลีกเดือนเดียวกันก็ปรับตัวขึ้น 10.5% จากระดับ 10.2% เช่นเดียวกับภาคการส่งออกที่พุ่งขึ้น 11.5%
วิกตอเรีย มิโอะ ผู้จัดการกองทุนการเงินแห่งหนึ่งในจีน ระบุว่า ภาคการบริการมีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าภาคอุตสาหกรรม และภาคการบริการมีความเชื่อมโยงกับภาคการบริโภคภายในประเทศ ดังนั้นการขยายตัวที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในภาคบริการสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนได้แรงหนุนจากภาคการบริโภค อย่างไรก็ดีภาคอุตสาหกรรมที่เสี่ยงเข้าสู่ภาวะถดถอย อาจส่งผลกระทบด้านลบต่อภาคแรงงานในประเทศ และอาจฉุดการขยายตัวของภาคการบริโภคด้วย
นอกจากนี้ มาตรการปฏิรูปทางภาษีที่เพิ่งคลอดออกมาหมาดๆ ที่ให้ความสำคัญกับภาษีมูลค่าเพิ่มมากกว่าภาษีเงินได้นิติบุคคล โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ การเงิน และภาคการบริการและบริโภค ยิ่งส่งผลดีต่อโครงสร้างทางเศรษฐกิจของจีนในระยะยาว ซึ่งนายกรัฐมนตรีหลีเค่อเฉียง คาดการณ์ว่าระบบทางภาษีแบบใหม่จะช่วยสร้างงานกว่า 10 ล้านอัตรา และแก้ปัญหาการปลดพนักงานในภาคอุตสาหกรรมได้
เช่นเดียวกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ที่เพียง 3 เดือนแรกของปีนี้รัฐบาลก็ทุ่มงบไปแล้วกว่า 39.5% ของงบการลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะการลงทุนทางรถไฟในพื้นที่นอกเมืองเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวชนบท ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ผลของมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจจีนยิ่งเป็นการย้ำชัดว่าเศรษฐกิจอาจยังไม่เติบโตอย่างสดใสในระยะเวลาอันสั้นนี้ และมาตรการทางเศรษฐกิจทั้งการเงินและการคลังเป็นเพียงการพยุงไม่ให้เศรษฐกิจจีนต้องเผชิญกับสภาวะฮาร์ดแลนดิ้งเหมือนในอดีตเท่านั้น
การปฏิรูปโครงสร้างจัดเป็นแนวทางที่มั่นคงอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่อาจต้องใช้เวลาสักระยะจนกว่ายาแห่งการปฏิรูปจะออกฤทธิ์







