posttoday
ธปท.ขอแบงก์ไม่ขึ้นค่าฟีเอทีเอ็ม

ธปท.ขอแบงก์ไม่ขึ้นค่าฟีเอทีเอ็ม

05 พฤษภาคม 2559

จากฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด ณ เดือน ก.พ. 2559 ระบุว่า บัตรเอทีเอ็มซึ่งมีทั้งระบบแถบแม่เหล็กและชิปการ์ด (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 13.09 ล้านใบ ส่วนบัตรเดบิต (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 47.35 ล้านใบ โดยบัตรเอทีเอ็มมีมูลค่าการใช้กดเงินสดและการชำระเงินของประชาชนทั่วประเทศอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท เป็นบัตรเดบิต 9.15 แสนล้านบาท ขณะที่บัตรเอทีเอ็มซึ่งมีทั้งระบบแถบแม่เหล็กและชิปการ์ด (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 13.09 ล้านใบ ส่วนบัตรเดบิต (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 47.35 ล้านใบ

จากฐานข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ล่าสุด ณ เดือน ก.พ. 2559 ระบุว่า บัตรเอทีเอ็มซึ่งมีทั้งระบบแถบแม่เหล็กและชิปการ์ด (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 13.09 ล้านใบ ส่วนบัตรเดบิต (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 47.35 ล้านใบ โดยบัตรเอทีเอ็มมีมูลค่าการใช้กดเงินสดและการชำระเงินของประชาชนทั่วประเทศอยู่ที่ 1.4 แสนล้านบาท เป็นบัตรเดบิต 9.15 แสนล้านบาท ขณะที่บัตรเอทีเอ็มซึ่งมีทั้งระบบแถบแม่เหล็กและชิปการ์ด (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 13.09 ล้านใบ ส่วนบัตรเดบิต (ไม่รวมธนาคารรัฐ) มีจำนวนทั้งสิ้น 47.35 ล้านใบ

ทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมชิปการ์ดยังไม่ได้เปลี่ยนอะไร ทั้งค่าแรกเข้าหรือค่าทำบัตรใหม่ กับค่าธรรมเนียมรายปี เพราะบัตรแถบแม่เหล็กกับชิปการ์ดราคาไม่ได้ต่างกันจนเป็นนัยที่แบงก์ต้องลุกขึ้นมาปรับค่าธรรมเนียมเพิ่ม ซึ่งเราเข้าใจว่าแบงก์ไม่ได้ชาร์จเพิ่ม ปัจจุบันคิดอย่างไรก็ยังเก็บอย่างนั้น แต่เราก็ขอความร่วมมือให้แบงก์ทุกแห่งสื่อสารกับลูกค้าให้ชัดเจนก่อนจะถึงวันที่ 16 พ.ค. ที่จะเริ่มใช้ด้วย ว่าจะคิดค่าธรรมเนียมเท่าไหร่ที่ชัดเจน

ทองอุไร กล่าวต่อไปว่า ด้วยเหตุที่มีบัตรจำนวนมาก ธปท.เลยให้เวลาในการทยอยเปลี่ยนบัตรจากแถบแม่เหล็กเป็นชิปการ์ด เพราะเมื่อบัตรแถบแม่เหล็กหมดอายุ ไม่ว่าจะอายุ 5 ปี 10 ปีแล้ว ประชาชนก็น่าจะทยอยมาเปลี่ยน อย่างไรก็ดี ในการคิดค่าธรรมเนียมนั้น ธปท.ไม่เคยออกเกณฑ์ที่จะกำหนดค่าบริการ แต่จะใช้วิธีหารือกันกับธนาคารมากกว่า ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารก็ให้ความร่วมมือคิดค่าธรรมเนียมที่เหมาะที่ควร ส่วนการเสนอประกันควบคู่ไปกับชิปการ์ดได้หรือไม่นั้น ธปท.ไม่ได้ห้าม เพียงแต่ธนาคารต้องมีทางเลือกสำหรับบัตรชิปการ์ดธรรมดาที่ใช้เพียงการกดเงินสด โอนเงิน และหักชำระค่าสินค้าบริการ เอาไว้ให้เป็นทางเลือกกับลูกค้าด้วย

อารักษ์ สุธีวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดยุทธศาสตร์องค์กรและพัฒนาธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ขณะนี้ธนาคารตุนบัตรชิปการ์ดเพียงพอในทุกสาขา ซึ่งชิปการ์ดของไทยพาณิชย์เป็นมาตรฐานมาสเตอร์การ์ด

ด้าน อนุรักษ์ ตันติพิพัฒนา ผู้อำนวยการอาวุโส ธุรกิจลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 6 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ธนาคารจะให้บริการบัตรเอทีเอ็มเป็นบัตรเดบิตแบบฝังชิปให้กับลูกค้า โดยเป็นบัตรเดบิตฝังชิปอีเอ็มวี (EMV Chip) ที่ช่วยป้องกันการโจรกรรมข้อมูลบัตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่เครื่องเอทีเอ็มของธนาคารเปลี่ยนระบบมารองรับชิปการ์ดเกือบทั้งหมดแล้ว ขณะที่ค่าธรรมเนียมไม่ต่างจากเอทีเอ็มปกติ

“ธนชาตยังมีบริการให้ลูกค้ากำหนดและปรับเปลี่ยนวงเงินรูดซื้อสินค้าและบริการได้ตามต้องการ ตั้งแต่ 0–3 แสนบาท หากลูกค้าต้องการใช้เป็นแค่บัตรเอทีเอ็มก็สามารถปรับวงเงินให้เป็น 0 บาทได้ โดยลูกค้าสามารถทยอยสมัครบัตรใหม่ได้ที่สาขาของธนาคาร ส่วนลูกค้าปัจจุบันที่ถือบัตรเอทีเอ็มอยู่ก็ยังใช้บัตรต่อไปได้ตามปกติ” อนุรักษ์ กล่าว

ขณะที่ธนาคารกรุงเทพ เตรียมเปิดตัวบัตรเดบิตชิปการ์ดมาตรฐานไทยในชื่อ บัตรบีเฟิสต์ สมาร์ท เป็นครั้งแรกในวันที่ 11 พ.ค.นี้ หลังจากธนาคารกรุงเทพได้เข้าร่วมทุนกับบริษัท ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล สาธารณรัฐประชาชนจีน ในนามบริษัท ไทยเพย์เม้นท์ เน็ตเวิร์ก (ทีพีเอ็น) สร้างเครือข่ายระบบชำระเงินใหม่รองรับการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา

ด้าน ยศ กิมสวัสดิ์ หัวหน้าสำนักระบบชำระเงิน สมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า สาเหตุที่แบงก์พยายามไม่คิดค่าธรรมเนียมชิปการ์ดเพิ่ม แม้ว่าจะลงทุนระบบและการให้บริการเรื่องนี้ไปจำนวนมากเป็นหลักพันล้านบาท เพราะการให้บริการในบ้านเราต่างจากต่างประเทศ ที่เขาให้ลูกค้าไปใช้บริการที่สาขาได้เพียง 1-2 ครั้งเท่านั้น ถ้าไปมากกว่านี้เขาจะคิดค่าบริการ แต่แบงก์ในไทยเก็บเงินค่าให้บริการที่เป็นต้นทุนที่สูงที่สุดไม่ได้ ก็ใช้วิธีให้คนใช้บัตรหรือวิธีอื่นๆ ที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น เพราะยิ่งใช้อิเล็กทรอนิกส์มากเท่าไหร่ต้นทุนของสาขาก็จะลดลงโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้นทุนแบงก์ก็ลดลงไปในตัว และมองว่าระบบการชำระเงินเป็นเรื่องที่ต้องทำต้องพัฒนา เพราะถ้าไม่ทำระบบอิเล็กทรอนิกส์เราจะแข่งขันกับต่างประเทศไม่ได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการระบบการชำระเงิน (กรช.) ได้เตรียมการเปลี่ยนระบบร่วมกับธนาคารพาณิชย์มาตั้งแต่ปี 2556 เพื่อช่วยให้ผู้ถือบัตรมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้น ช่วยแก้ปัญหาการปลอมแปลงบัตร (Counterfeit card fraud) ในประเทศ ที่เกิดจากช่องโหว่ของบัตรแถบแม่เหล็กที่อาจถูกโจรกรรมข้อมูล (Skimming) ที่สร้างความเสียหายในแต่ละปีไม่น้อย ให้เกิดความเชื่อมั่นในการใช้บัตรเอทีเอ็มและบัตรเดบิตทำธุรกรรมทางการเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม และจ่ายค่าสินค้าและบริการที่ร้านค้าผ่านเครื่องรับบัตร (POS) แทนเงินสดมากขึ้น เป็นการต่อยอดการใช้ระบบชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) สอดคล้องกับแผนพัฒนาระบบชำระเงินแห่งชาติ (National e-Payment) ของรัฐบาลด้วย

ทองอุไร ยังกล่าวว่า การเริ่มระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ ธปท.เข้าไปร่วมกับรัฐบาลจะเริ่มทำใน 2 ส่วนที่ ธปท.เข้าไปร่วมรับผิดชอบ คือ การโอนเงินอ้างอิงหมายเลขหรือรหัสส่วนบุคคลแทนการใช้เลขที่บัญชี หรือเอนี่ ไอดี (Any ID) และเครื่องรับบัตร (อีดีซี) เพื่อให้ดำเนินควบคู่กันไปทั้งการปรับระบบบัตรเอทีเอ็มเป็นชิปการ์ด และระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติ เพื่อลดการใช้เงินสดลง และให้ระบบเดินไปและเชื่อมโยงกันได้ ซึ่ง ธปท.มีเจ้าหน้าที่เข้าไปร่วมเป็นกรรมการในคณะทำงานด้วย

ยศ  กล่าวว่า ในส่วนของการเริ่มลงทะเบียนเอนี่่ ไอดีนั้น ธนาคารพาณิชย์จะเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนแจ้งใช้เบอร์โทรศัพท์หรือบัตรประชาชน เพื่อผูกกับบัญชีธนาคารที่จะรับเงินเข้าได้ใน 15 ก.ค.นี้ หลังทำระบบกลางเสร็จ ซึ่งจากการสอบถามธนาคารส่วนใหญ่มีความพร้อมแล้ว แต่อาจจะมีบางธนาคารยังไม่พร้อมบ้าง จากนั้นจะมีการใช้จริงประมาณสิ้นเดือน ก.ย.ปีนี้ ที่ภาครัฐจะมีเงินสวัสดิการส่งเข้ามาในระบบนี้ ทำให้ประชาชนหรือบุคคลกับบุคคลสามารถโอนเงินให้กันผ่านธนาคารด้วยระบบเอนี่ ไอดีได้

“ส่วนค่าธรรมเนียมในส่วนนี้ธนาคารกำลังพิจารณากันอยู่ แต่ควรถูกกว่าค่าบริการปัจจุบันที่ผ่านสาขาธนาคารที่มีค่าธรรมเนียมประมาณ 25-35 บาทต่อ 1 หมื่นบาท แต่อัตราที่ชัดเจนยังต้องคุยกันก่อน” ยศ กล่าว

ข่าวล่าสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด

นิด้าโพล ชี้ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” มหาดไทย รับศึกหนักสุด