
กกต.อย่าขึงตึง...เลิกสร้างความหวาดกลัว ประชามติต้องอิสระ ไม่เสี่ยงคุก เข้าตะราง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ความชัดเจนในเนื้อหา พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่หลายฝ่ายยังตั้งธงสงสัยว่าข้อห้ามใดบ้างที่ทำได้ ทำไม่ได้ อะไรที่เรียกว่าผิดหรือถูก ใช้อะไรเป็นบรรทัดฐานวัดความผิด สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จึงได้จัดราชดำเนินสนทนาหัวข้อ “ประชามติ อะไรทำได้-ไม่ได้”
เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า เห็นใจในสิ่งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทำ เพราะเป็นไปตามกฎหมาย การที่ กกต.จะทำหน้าที่ตรงนี้ ช่วงแรกประชาชนอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ บางคนรู้แต่อยากลองของ หรืออยากทำให้เกิดความวุ่นวาย กกต.จึงทำงานลำบาก เพราะอยู่ในช่วงการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้ ปฏิบัติก็มีผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นห่วงคือแนวทางการปฏิบัติของ กกต.ที่ควรจะคุยกันภายในให้ตกผลึก ครั้งแรกมี 6 ข้อ 8 ข้อ ตอนหลัง สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. มาช่วยขยายเป็น 10 ข้อ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสนและทำอะไรผิดๆ ถูกๆ ได้ ส่วนอีกประการคือเรื่องของหลักการทำประชามติที่ยึดความสำคัญในมาตรา 7 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ประชาชนสามารถแสดงความเห็นโดยสุจริตแต่ไม่ขัดต่อกฎหมาย คำว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย ทำให้ต้องไปดูกฎหมายอื่นอีกว่าไปกระทบหรือไม่ เช่น ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่คำสั่ง คสช. ทำให้กว้างมากเกินไป ส่วนเรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสุจริต ถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ต้องไม่ใช่แค่อะไรทำได้ ไม่ได้ พื้นฐานคือต้องทำได้ทุกเรื่องไม่ถูกจำกัด
เสรี กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ข้อห้ามตามมาตรา 61 เมื่อ กกต.ยิ่งออกมาละเอียด การกระทำยิ่งแคบลงเรื่อยๆ ทั้งที่ความเป็นจริงการเขียนกฎหมายต้องเขียนในหลักการให้ชัดเจน เช่น ห้ามหยาบคาย ห้ามปลุกระดม ก็ต้องระบุไว้ ถ้าเขียนไว้ชัดแล้วก็ไม่ต้องอธิบาย แต่เมื่อในข้อกฎหมายไม่ได้เขียนระบุว่า เช่น คำว่าห้ามรณรงค์ ก็พยายามหาแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในกฎหมายดังกล่าว เพราะเรื่องอาญาข้อห้ามต้องเขียนให้ชัดในข้อกฎหมาย ความผิดจะต้องมีเขียนในกฎหมายให้ชัดเจน ถ้าไม่มีแล้วจะมีความผิดได้อย่างไร ทุกอย่างต้องไม่คลุมเครือ ต้องชัดเจน ที่สำคัญการทำประชามติต้องไม่อยู่ในบรรยากาศของความหวาดกลัว ไม่ใช่กลัวว่าจะเสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางอยู่ตลอดเวลา
ไพโรจน์ พลเพชร นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า สังคมอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ แต่เราจำเป็นต้องพูดหลักการสำคัญเพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าประชามติ คือ การคืนอิสระให้ประชาชนต่อการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เพื่อให้เขาตัดสินใจว่าจะเห็นชอบรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือประชาธิปไตยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด จึงจำเป็นที่กระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญต้องทำให้เป็นที่ยอมรับ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นมา
ทั้งนี้ สิ่งที่ประชาชนควรได้รับมี 3 ประการ คือ 1.ประชาชนต้องมีสิทธิในการลงประชามติที่อิสระ ไม่อยู่ภายใต้บรรยากาศความกลัว ถูกข่มขู่คุกคามทุกรูปแบบ หรือถ้าใช้หน่วยงานรัฐไปกระทำการชี้แนะอย่างใดอย่างหนึ่ง เท่ากับว่าประชาชนกำลังตกอยู่ภายใต้ความไม่อิสระที่เพียงพอ 2.ต้องมีระยะเวลาที่เพียงพอเพื่อให้ประชาชนได้ถกเถียง ครุ่นคิด แลกเปลี่ยนในเนื้อหารัฐธรรมนูญได้อย่างมีสติปัญญา และ 3.ประชาชนต้องได้ข้อมูล 2 ด้านอย่างทั่วถึง เพียงพอ ให้เขาสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเองได้
ไพโรจน์ กล่าวว่า ข้อสังเกตในมาตรา 10 ของ พ.ร.บ.ประชามติ ถ้าเป็น กรธ. หรือหน่วยงานที่สนับสนุนจาก กรธ.ให้ข้อมูล ถือว่าไม่ใช่การจูงใจในการให้ประชาชนลงประชามติอย่างใดอย่างหนึ่ง ถามว่าการให้ข้อมูลของ กรธ.จะวิเคราะห์ในด้านลบหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างกลับมีข้อจำกัด ควบคุมตัวเนื้อหาการพูด รวมทั้งควบคุมวิธีการ เช่น การจัดเวทีสัมมนาอภิปรายต้องมี 3 หน่วยงานมารองรับ ทำไมองค์กรอื่นจึงจัดไม่ได้ ถ้าทำแล้วไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายจะด่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หรือ ไปยืนไม่รับรัฐธรรมนูญ 10 คน จะก่อให้เกิดความวุ่นวายตรงไหน
“ประชามติต้องเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ ชาวบ้านอาจพูดหยาบคายได้ หรือรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิ์จนพูดหยาบคายใส่ไม่ได้ และห้ามเช่นนี้ก็ส่งผลให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง นั่นเท่ากับว่าทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างแท้จริง” ไพโรจน์ กล่าว
นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า พ.ร.บ.ประชามติรัฐธรรมนูญของเดิมปี 2550 แทบไม่ได้มีการมาควบคุมเนื้อหาการพูด เปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นต่าง แต่ครั้งนี้การที่ระบุว่า กรธ.ชี้แจงข้อมูลแล้วบอกว่าไม่เป็นการจูงใจนั้น สิ่งนี้เป็นการจูงใจโดยตรง ถือว่าไม่ใช่บรรยากาศการลงประชามติ การอ้างแต่ความมั่นคง ทั้งที่เราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญนี้ ความขัดแย้งไม่มีทางคลี่คลายในบรรยากาศแบบนี้ เพราะเราไม่ได้ให้ความเสมอภาคและความเป็นธรรม
ขณะที่ พล.ร.อ.ชุมนุม อาจวงษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า การพิจารณา พ.ร.บ.ในส่วนของ สนช. พยายามดู พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติในปี 2552 เป็นหลัก เน้นการเอื้ออำนวยให้กับ กกต. เพราะ กกต.เป็นผู้รับผิดชอบ และเป็นเจ้าภาพหลัก โดยมีวัตถุประสงค์อยากให้ประชาชนมาใช้เสียงมากที่สุด จึงเน้นการเผยแพร่ความรู้ และต้องการให้การออกเสียงเป็นไปโดยสุจริต สงบเรียบร้อย ไม่สร้างความขัดแย้งใหม่ในสังคม อยากให้ทุกคนใช้เหตุผลในการพิจารณา และต้องการให้กระบวนการออกเสียงนี้เป็นที่ยอมรับของประชาชน ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจให้มากที่สุด มีการแสดงความคิดเห็นอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. กล่าวยืนยันว่า วิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติที่ กกต.กำหนดออกมา ยืนอยู่บนหลักการสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสำคัญ โดยยึดตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพออกความเห็นโดยสุจริต ไม่ขัดกฎหมาย หมายความว่าอะไรก็ตามที่เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล พูด เขียน สัมภาษณ์ โพสต์ หรือบรรยายทางวิชาการ เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลที่ทำได้ แต่สิ่งที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและกระทำไม่ได้ คือ 1.เรื่องนั้นต้องไม่เป็นเรื่องเท็จ และไม่นำความเท็จมาขยาย 2.ไม่ก้าวร้าวรุนแรง หยาบคาย และ 3.ไม่นำไปสู่การปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง
สมชัย กล่าวว่า กกต.มุ่งหวังให้การทำประชามติครั้งนี้เป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องกระบวนการและผลที่เกิดขึ้น หลังจากผลประชามติออกมาต้องยุติ รับเป็นรับ แพ้เป็นแพ้ กระบวนการต้องไม่อึดอัดหรืออึมครึม แม้จะพยายามออกแบบให้สมบูรณ์ ก็ถูกปรับแก้กติกาเพื่อหลีกเลี่ยงการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มการเมือง เข้าใจสิ่งที่ สนช.ปรับแก้ พ.ร.บ.นี้ หลายเรื่องที่ กกต.เสนอไปอาจเป็นความคิดที่ก้าวหน้า ก้าวหน้ามากเกินไป ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้จึงถูกตัดออก หลักการคือประชามติต้องเปิดเผย เป็นไปตามหลักสากล แต่ภายใต้ข้อจำกัดที่ กกต.ทำอะไรไม่ได้







