posttoday
แคมเฟด : องค์กรรณรงค์เพื่อการศึกษาของสตรี (จบ)

แคมเฟด : องค์กรรณรงค์เพื่อการศึกษาของสตรี (จบ)

03 พฤษภาคม 2559

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

โดย...นพ.วิชัย โชควิวัฒน

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของแอนน์ คอตตอน ผู้ก่อตั้งองค์กรรณรงค์เพื่อการศึกษาของสตรีในแอฟริกา เป็นเรื่องที่น่าศึกษาว่าเกิดจากเหตุปัจจัยอะไรบ้าง

แอนน์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2493 ในครอบครัวชาวเหมืองที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ ในแคว้นเวลส์ เธอจึงมิได้เป็น “พลเมืองชั้นหนึ่ง” ของสหราชอาณาจักร ซึ่งสมัยนั้นผู้ที่จะเป็นพลเมืองชั้นหนึ่งโดยกำเนิดจะต้องเป็นคนอังกฤษ เมื่อเธอได้รับทุนการศึกษาเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง เธอก็เริ่มเผชิญกับกระบวนการ “กล่อมเกลา” เด็กหญิงจากแคว้นเวลส์ให้เป็นอังกฤษ (Anglicizing) และให้เป็น “ผู้ดี” (Gentrifying) ซึ่งทำให้เธอรู้สึกเป็น “คนนอก” (Outsider) และเหงา ซึ่งต่อมากลายเป็นแรงขับดันภายใน เมื่อเรียนจบ เธอเลือกไปทำงานเป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งทางตอนใต้ของมหานครลอนดอน ซึ่งที่นั่นเธอเริ่มงานช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ถูกเบียดออกไปจากระบบการศึกษากระแสหลัก โดยทำงานอย่างเป็นระบบด้วยการก่อตั้งเป็นศูนย์ดำเนินงาน ทำให้เธอมีโอกาสสั่งสมประสบการณ์ในฐานะ “ผู้ประกอบการสังคม” ตั้งแต่เริ่มชีวิตการทำงาน

การออกไปเยือนแอฟริกาครั้งแรกที่ซิมบับเว เมื่อ พ.ศ. 2534 เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาวิจัยหาสาเหตุที่เด็กผู้หญิงไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา ขณะนั้นเธออายุได้ 41 ปีแล้ว เธอจึงไปแอฟริกาในฐานะผู้ที่มีประสบการณ์มาพอสมควร และการไปที่นั่น มิใช่ในฐานะของผู้นำโครงการพัฒนาเข้าไป “ช่วยเหลือ” ผู้คนที่นั่น หากไปในฐานะผู้แสวงหาคำตอบจากโครงการศึกษาวิจัย ทำให้เธอสามารถก้าวข้าม “มิจฉาทิฐิ” และ “อคติ” ที่ผิดๆ ความสำเร็จของแอนน์จึงนอกจากเกิดจากพื้นฐานคือ พื้นเพจากแคว้นไกลปืนเที่ยงอย่างเวลส์ และความมุ่งมั่นที่จะช่วยเด็กผู้หญิงที่ถูกเบียดตกออกไปจากชายขอบสังคมแล้ว จึงเกิดจากการที่เธอสามารถก้าวข้ามมิจฉาทิฐิและอคติต่างๆ เหล่านี้เอง

ประการแรก มิจฉาทิฐิ หรือทฤษฎีที่ผิด ไป “โทษ” ประเพณีของชาวแอฟริกา ว่าเป็นต้นเหตุให้เด็กผู้หญิงไม่เข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งแอนน์พบว่า ความจริงแล้ว เหตุสำคัญเกิดจากความยากจน

ภาพแอฟริกาที่แอนน์พบเห็น ไม่แค่ยากจนเท่านั้น แต่ถึงขั้นยากไร้ ชุมชนที่นั่นได้รับคำมั่นสัญญาจากผู้ปกครองประเทศว่าจะมีทั้งโรงเรียน สถานพยาบาล และบ้าน แต่พวกเขาไม่ได้อะไรเลย แอนน์พบด้วยความขมขื่นว่า “ไม่ใช่แค่ไม่ได้อะไรเลยเท่านั้น” แต่ยิ่งกว่าไม่ได้อะไร “ยิ่งเรียนรู้ ฉันยิ่งเห็นสภาพคล้ายกับที่เกิดกับชาวเหมืองในแคว้นเวลส์ นั่นคือความไร้พลังอำนาจใดๆ ความจริงที่ว่าพวกเขาไม่มีอะไรนอกจากแรงงาน สิ่งเดียวที่พวกเขาสามารถรีดเค้นออกมาได้คือแรงงาน ซึ่งเมื่อทำเช่นนั้นไปนานๆ เข้า พวกเขาก็ไม่มีทางรอด แม้ชุมชนจะพยายามผนึกกำลังกันอย่างมาก แต่พวกเขาไม่มีทางชนะ นี่คืออุปลักษณ์ (Metaphor) สำหรับความยากจนทุกหนทุกแห่ง... ในซิมบับเว สิ่งที่ทำให้ฉันรู้สึกได้อย่างรุนแรง คือระบบอาณานิคมที่สร้างบาดแผล
ไว้ให้ ยิ่งฉันได้เรียนรู้ ฉันยิ่งโกรธ”

แอนน์พบว่า การที่ชาวแอฟริกันเลือกส่งเด็กผู้ชายเข้าเรียนมากกว่าเด็กผู้หญิง เพราะเด็กผู้ชายที่เรียนจบจะได้งานเงินเดือนดีกว่าเด็กผู้หญิงที่เรียนจบ นั่นคือเหตุผลหลักที่พ่อแม่ผู้ปกครอง “นิยม” ส่งเด็กผู้ชายเข้าเรียนมากกว่า มิใช่เพราะ “ประเพณี” ตามที่เข้าใจกันอย่างผิวเผิน และผิดๆ

เมื่อพบอย่างชัดเจนว่า ความยากจนคือรากฐานแท้จริงของปัญหา มิใช่เรื่องประเพณีความเชื่อที่ผิดๆ การแก้ปัญหาก็ต้องแก้เรื่องความยากจน มิใช่การไปเปลี่ยนทัศนะ

ประการที่สอง เมื่อกลับไปอังกฤษเพื่อแสวงหาลู่ทางช่วยเหลือ แอนน์พบกับอคติของการทำงานในองค์กรให้การช่วยเหลือต่างๆ เรื่องแรก คือ ความไม่เชื่อถือในผู้คนที่รับความช่วยเหลือ “โอ คนพวกนั้นน่ะ ก็ได้แต่พูดสิ่งที่คุณอยากฟัง (เพื่อให้ได้รับเงินช่วยเหลือ)” และ เรื่องที่สอง คือ ความเชื่อว่าโครงการที่คิดสำเร็จรูปจากองค์กรให้ความช่วยเหลือคือคำตอบที่ถูกต้อง

แอนน์พบว่า “ความยากจนทำลายความเชื่อมั่นให้เสื่อมสลายไป” จึงมีเรื่องราวมากมายที่องค์กรพัฒนาเอกชนเข้าไปให้ความช่วยเหลือด้วยการบอกว่า “ทำโครงการนี้สิ” แล้วก็ลงมือทำ แม้ฝ่ายให้จะหยิบยื่นเมล็ดพันธุ์ให้ทั้งๆ ที่ชาวบ้านต้องการคันไถ พวกเขาก็รับโครงการไปทำอย่างเชื่องๆ ซึ่งในที่สุดก็ล้มเหลว นั่นคือเหตุผลที่โครงการอย่างโรงเรียนของดาราดังคือมาดอนนาล้มเหลว

แอนน์บอกว่า “คุณไม่สามารถทำเพียงโยนโรงเรียนให้หลังหนึ่ง แล้วหวังว่าจะสำเร็จ”

“เราจะทำแค่ปลุกให้พวกเขามีความหวัง แล้วทิ้งพวกเขาไม่ได้ เราจะแก้ปัญหาความยากจน ด้วยการทำโครงการเพียงโครงการเดียวแล้วทิ้งไว้แค่นั้นไม่ได้ ความยากจนต้องแก้ด้วยการสร้างความสัมพันธ์ และความร่วมมือที่ยืนยาว ไม่ใช่แค่ไปทำโครงการแล้วติดชื่อผู้บริจาคเท่านั้น”

ประการที่สาม คือ ความเชื่อมั่นในเรื่องคน แอนน์พูดชัดเจนว่า “เราคัดพนักงานของเราจากแอฟริกาเท่านั้น เราไม่ส่งคนจากภายนอกเข้าไปบอกพวกเขาว่าต้องทำอะไร และเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ ต้องทำเพื่อประโยชน์ของเด็ก มิใช่เพื่อองค์กรผู้ให้ความช่วยเหลือ เราไม่แกว่งไปแกว่งมาตามแฟชั่น หรือตามนโยบายของรัฐบาลหรือองค์กรผู้ให้ความช่วยเหลือ”

แอนน์บอกว่า “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงไม่มาจากคนชั้นสูง หรือคนร่ำรวย แต่มาจากคนยากจน” เธอจึงมุ่งทุ่มเทลงทุนกับเด็กที่ยากจน ตัวอย่างของคนทำงานของแคมเฟด เช่น
ฟีโอนา มาว์ฮิงกา มีอยู่มากมาย

ประการที่สี่ คือ การบริหารจัดการ เมื่อแอนน์เริ่มทำงานเพื่อเด็กที่ถูกเบียดตกออกไปนอกชายขอบในโรงเรียนทางใต้ของลอนดอน เธอตั้งเป็นศูนย์ (Center) ขึ้นทำงาน เมื่อเริ่มโครงการในซิมบับเว เธอเริ่มด้วยการก่อตั้ง “กองทุนเพื่อการศึกษาสตรีเคมบริดจ์” แล้วพัฒนาเป็น “องค์กรรณรงค์เพื่อการศึกษาสตรี” เมื่อเด็กราว 400 คน เรียนจบมัธยม เธอก็ตั้งสมาคมแคมเฟดขึ้นทำงานต่อเนื่อง เมื่อโครงการขยายไปยังประเทศต่างๆ เธอก็ก่อตั้งแคมเฟดขึ้นในประเทศเหล่านั้น การทำงานในพื้นที่ เธอก็มีการจัดตั้งองค์กรในรูปคณะกรรมการ และส่งเสริมให้ชุมชนจัดตั้งชมรมขึ้นขับเคลื่อนงาน

ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ ทำให้งานของแคมเฟดเจริญก้าวหน้าจนสามารถช่วยเด็กในแอฟริกาได้เรียนหนังสือ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนนับล้าน

บทเรียนเหล่านี้ล้วนน่าศึกษาทั้งสิ้น

ข่าวล่าสุด

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์

ทรัมป์ปลดโฆษกทำเนียบขาว หลังรับตำแหน่งไม่ถึงสัปดาห์