posttoday
นโยบายรัฐบาล : จากบนลงล่าง vs จากล่างขึ้นบน

นโยบายรัฐบาล : จากบนลงล่าง vs จากล่างขึ้นบน

03 พฤษภาคม 2559

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

โดย...สุวิทย์ คุณกิตติ

หากไปตรวจดูนโยบายของรัฐบาลเกือบทุกรัฐบาล จะเห็นว่านโยบายของรัฐบาลส่วนใหญ่ที่ใช้ในการแถลงต่อรัฐสภานั้นก็จะเป็นไปในแนวทางเดียวกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่ใช้อยู่ในขณะนั้น เพียงแต่วิธีการดำเนินการเพื่อให้นโยบายที่เขียนไว้ให้เป็นรูปธรรมอาจจะแตกต่างกัน

ปัญหาที่ได้เห็นมาตลอดคือ รัฐบาลและราชการจะมองว่าประชาชนยังไม่มีความพร้อม ขาดความรู้ความเข้าใจ ไม่สามารถทำอะไรเองได้ ต้องให้ข้าราชการและส่วนราชการ เป็นคนกำหนดว่าจะต้องทำอะไรเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาในแต่ละหมู่บ้านหรือชุมชนและมีการกำหนดเงื่อนไขกติกาวิธีการในการดำเนินการทั้งหมด โดยที่ไม่เคยถามชาวบ้านว่าปัญหาและความต้องการคืออะไร รวมทั้งไม่เปิดโอกาสให้กับชาวบ้านเสนอปัญหาที่แท้จริงและไม่ให้โอกาสชาวบ้านคิดเองทำเองด้วย

ทั้งที่ข้าราชการไม่ได้อยู่ในชุมชนหมู่บ้านจะไปรู้ดีกว่าชาวบ้านได้อย่างไรว่า สภาพแวดล้อมสังคมวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความเดือดร้อนและความต้องการที่แท้จริงของชาวบ้านคืออะไร

รัฐบาลและส่วนราชการมักทำตัวเป็นคุณพ่อรู้ดีไปเสียทุกเรื่อง ทั้งที่ไม่รู้อะไรจริง ไม่เหมือนชาวบ้านที่อยู่กับปัญหาและความเดือดร้อนทุกวัน

ดังนั้น การกำหนดนโยบายและการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและหน่วยราชการ จึงไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เป็นเพียงการรักษาตามอาการของโรคที่มองเห็นแต่เพียงภายนอก จากการได้รับฟังและสัมผัสจากการไปเยี่ยมเยียนในช่วงระยะเวลาสั้นเท่านั้น ไม่ได้มีความเข้าใจไม่ได้เข้าถึงปัญหา จึงไม่รู้ว่าการพัฒนาที่จะแก้ไขปัญหานั้นคืออะไร

ผมพยายามจะเปลี่ยนแนวทางวิธีคิดของรัฐบาลและหน่วยราชการ ให้กำหนดนโยบายจากล่างขึ้นบน มีส่วนร่วมของชาวบ้านและให้ชาวบ้านคิดเองทำเอง เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ตรงจุด โดยใช้โมเดลกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งทำมา 15 ปีแล้ว กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองยังสามารถเดินหน้าอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ถึงแม้ว่าต้องผ่านปัญหาและอุปสรรคมาเป็นจำนวนมากทั้งจากรัฐบาล ส่วนราชการและการเมือง เพราะกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเริ่มต้นจากกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชน

จากบทเรียนที่ได้ทำมาเกือบ 20 ปี ก่อนที่จะมาเป็นนโยบายกองทุนหมู่บ้าน ตั้งแต่ผมเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสมัยแรกปี 2526

เริ่มต้นจากการได้เห็นปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ต้องเอาถั่วลิสง ที่ขุดจากไร่จำนวน 1 ปี๊บ มาขายให้กับกำนัน ต.ทรายมูล อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เพื่อจะได้เงินเพียง 20 บาท ที่ไม่มีติดบ้านมาให้ลูกชายไปขึ้นทะเบียนทหารในวันรุ่งขึ้นและจากการได้เห็นชาวบ้านที่เจ็บป่วย ครอบครัวต้องวิ่งเต้นไปกู้ยืมเงินเพื่อนบ้านหรือญาติพี่น้องมา เพื่อเหมารถพาไปส่งโรงพยาบาลและใช้จ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาล ทำให้ผมได้เห็นปัญหา เห็นใจและคิดหาวิธีการในการที่จะช่วยเหลือชาวบ้านที่มีความจำเป็นเดือดร้อนเร่งด่วนอย่างนี้ จึงได้เริ่มก่อตั้ง “กองทุนแม่บ้าน อ.น้ำพอง” จ.ขอนแก่น

โดยใช้เงินส่วนตัว 2 หมื่นกว่าบาท มาจัดสรรให้กลุ่มแม่บ้านทุกหมู่บ้านใน อ.น้ำพอง เพียงหมู่บ้านละ 2,000 บาท เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนให้ชาวบ้านที่ยากจนเดือดร้อนสามารถหยิบยืมเงิน ซึ่งเป็นจำนวนไม่มากจากกองทุนแม่บ้านได้ โดยไม่ต้องไปกู้เงินนอกระบบ ส่วนการบริหารจัดการก็ได้มอบหมายให้ “กรรมการพัฒนาสตรีระดับหมู่บ้าน” เป็นผู้บริหารจัดการโดยมีเงื่อนไขเพียงว่าให้เงิน 2,000 บาทนี้ หมุนเวียนกู้ยืมในหมู่บ้าน

ถ้าผมเข้าไปเยี่ยมหมู่บ้านใดให้ผมรู้ว่าเงินที่กู้ยืมกันนั้นยังอยู่ครบและอยู่ที่ใครเท่าไหร่ จะคิดดอกเบี้ยหรือไม่คิดดอกเบี้ยก็ได้ แต่ถ้าคิดก็ขอให้คิดพอสมควรอย่าให้เป็นการซ้ำเติมผู้กู้ยืมให้เดือดร้อน ส่วนจะให้กู้เท่าไหร่อย่างไรนั้นก็ขอให้ไปตกลงกันเองในหมู่บ้านให้เหมาะสมกับความต้องการ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสที่จะกู้ยืมเงินจากกองทุนแม่บ้านนี้ได้ด้วย จากนั้นก็ได้มีการติดตามเป็นระยะทุกปี ซึ่งได้พบว่าเงินไม่ได้หายไปไหนแต่กลับมีการเพิ่มพูนขึ้นด้วย รวมทั้งกลุ่มแม่บ้านเองก็ได้มีนวัตกรรมจากความคิดร่วมกัน เพื่อเป็นสวัสดิการและหลักประกันในการกู้ยืมเงินจากกองทุนแม่บ้านกรณีผู้กู้ยืมต้องเสียชีวิต จึงได้มีการก่อตั้งกลุ่มฌาปนกิจสงเคราะห์แม่บ้าน อ.น้ำพอง ขึ้น

โดยเก็บเงินแรกเข้าคนละ 30 บาท หากมีสมาชิกเสียชีวิตก็จะมีการเก็บเงินจากสมาชิกรายละ 10 บาท ซึ่งจะมีเงินช่วยเหลือให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ในขณะนั้นก็ไม่น้อยทีเดียวเพียงพอกับการชำระหนี้คืนให้กับกองทุนและมีเหลือในการจัดงานศพ กองทุนแม่บ้านอำเภอน้ำพองสามารถดำเนินกิจการไปได้ด้วยดี จนมีเงินสามารถซื้อตึกที่ทำการและซื้อรถตู้ เพื่อใช้ในการตรวจเยี่ยมกองทุนต่างๆ ได้ด้วยตนเอง

ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึงพลังของสตรีแม่บ้านที่ถูกเก็บไว้ในบ้านมาเป็นระยะเวลาอันยาวนานทั้งทั้งที่แม่บ้านมีความรู้ความสามารถในการแก้ไขปัญหา และมีความรับผิดชอบสูงเพราะต้องดูแลคนทั้งบ้านรวมทั้งพ่อบ้านด้วย

จากความสำเร็จของ “กองทุนแม่บ้าน อ.น้ำพอง” จึงเป็นที่มาของแนวคิดในการจัดตั้ง “กองทุนหมู่บ้าน”

เริ่มต้นผมได้เคยเสนอโครงการนี้ในระหว่างการร่วมรัฐบาลกับพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งในปี 2540 โดยขอใช้เงินกู้มิยาซาว่าเพียง 4 หมื่นล้านบาท เพื่อจะจัดตั้งกองทุนหมู่บ้านบ้านละ 5 แสนบาท ซึ่งจะเป็นการแก้ไขปัญหาและเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว โดยเงินทั้งหมดจะส่งตรงลงไปถึงชาวบ้าน โดยไม่ผ่านหน่วยราชการใด เพราะจากการได้ดำเนินการกองทุนแม่บ้าน อ.น้ำพอง ซึ่งพบว่า “ถ้าเราปลดปล่อยให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้นและให้ชาวบ้านร่วมคิดร่วมทำ คิดเองทำเอง ร่วมกันบริหารจัดการ ร่วมกันรับผลประโยชน์และร่วมกันรับผิดชอบ โดยมีกระบวนการติดตามและตรวจสอบเงินที่ให้ไป เงินนั้นก็จะไม่หายไปไหน” ชาวบ้านมีความรู้ความสามารถเพียงพอที่จะบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ตามความต้องการของชาวบ้านมากกว่าการที่จะให้หน่วยราชการไปดำเนินการ แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลในขณะนั้นไม่สนใจที่จะให้มีการจัดตั้งกองทุนหมู่บ้าน

จนกระทั่งผมได้รับเชิญให้ไปร่วมรัฐบาลของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งท่านถามผมว่าผมอยากทำอะไร ถ้าเราเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ผมจึงได้เสนอไปว่าหากจะให้ผมมาร่วมด้วย ผมอยากจะทำสองโครงการ คือโครงการกองทุนหมู่บ้านและโครงการชลประทานระบบท่อ

เพราะทั้งสองโครงการนี้จะเป็นโครงการที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งโครงการแรกกองทุนหมู่บ้านจะเป็นแหล่งทุนของชาวบ้านโดยชาวบ้าน เพื่อชาวบ้านที่ชาวบ้านมีการบริหารจัดการกันเอง ทำให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่ายเพราะกรรมการกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งเป็นคนในหมู่บ้านเดียวกันจะเข้าใจปัญหาและความต้องการของชาวบ้านในหมู่บ้านได้ดีที่สุด เมื่อชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีทุนแต่เพียงอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะจะต้องสร้างรายได้เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ที่ได้กู้ยืมเงินมาจากแหล่งทุน

ดังนั้น ชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรจะต้องมีน้ำที่มีอย่างพอเพียงและสม่ำเสมอโดยไม่ต้องอาศัยเทวดาฟ้าฝนอย่างที่เป็นอยู่ แต่การพัฒนาระบบชลประทานระบบคลองส่งน้ำไม่สามารถที่จะขยายเพิ่มได้อีกต่อไป เพราะพื้นที่ราบลุ่มที่สามารถจะทำคลองส่งน้ำไปได้ก็ได้ดำเนินการไปจนหมดแล้ว ที่เหลือไม่สามารถใช้คลองส่งน้ำไม่สามารถได้อีก จึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ระบบท่อ เพื่อที่จะส่งน้ำไปให้ทั่วถึงทุกไร่นาและทุกหมู่บ้าน ซึ่งไม่แตกต่างกับระบบประปาที่ใช้อยู่ในเมือง ทำให้สามารถควบคุมดูแลการบริหารจัดการน้ำได้ดีและมีประสิทธิภาพรวมทั้งแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ตามแนวทาง
พระราชดำริเรื่อง “อ่างพวง” ได้เป็นอย่างดีด้วย เคยสอบถามความเห็นซึ่งมีชาวบ้านลงชื่อเห็นด้วยกว่า 1 ล้านคน แต่ยังไม่มีการดำเนินการแบบครบวงจร

กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองจึงได้เกิดขึ้น โดยผมเป็นประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามนโยบายและแนวทางที่ผมได้เสนอไว้ก่อนที่จะเข้าร่วมรัฐบาลด้วย

นโยบายการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลจะสำเร็จได้ต้องชาวบ้านฐานรากมีส่วนร่วมคิดร่วมทำตั้งแต่ต้น ประชารัฐต้องเรียนรู้และฟังชาวบ้านฐานรากให้มากกว่านี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท