posttoday
นิตยสารตายแล้ว?!

นิตยสารตายแล้ว?!

03 พฤษภาคม 2559

ในช่วงปลายปีต่อต้นปีที่ผ่านมา ข่าวคราวสะเทือนวงการสิ่งพิมพ์ อย่างนิตยสารฉบับนั้นฉบับนี้ได้ปิดตัวลงไป

โดย...ปณิฏา สุวรรณปาล  บรรณาธิการแมกกาซีน ภาพ อีพีเอ

ในช่วงปลายปีต่อต้นปีที่ผ่านมา ข่าวคราวสะเทือนวงการสิ่งพิมพ์ อย่างนิตยสารฉบับนั้นฉบับนี้ได้ปิดตัวลงไป มีให้ได้ยินอย่างต่อเนื่อง ช็อกวงการบ้าง เป็นสิ่งที่คาดเดาได้อยู่แล้วบ้าง ซึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา กับการประกาศปิดตัวแมกกาซีนหัวไทย-หัวนอกถึง 3 ฉบับในวันเดียวกัน แม้ว่าจะต่างค่ายต่างสไตล์นิตยสาร แต่ก็เกิดแรงกระเพื่อมในวงการอย่างใหญ่หลวงอีกครั้ง -- โดยเฉพาะคำถามที่ว่า ใครจะเป็นรายต่อไป (กันหนอ)

เรื่องสั่นสะเทือนวงการขนาดนี้ แน่นอนว่า ปรากฏในพื้นที่เล็กๆ ของสื่อออนไลน์อยู่บ้าง แต่ที่พูดถึงกันมากก็ย่อมไม่พ้นโซเชียลเน็ตเวิร์ก ที่หลายต่อหลายคนออกมารำพึงรำพันถึงการจากไปของนิตยสารในตำนาน รวมทั้งนิตยสารหัวนอกชื่อดังอีก 2 ฉบับ ทว่ามีโพสต์หนึ่งที่โดนใจดิฉันมาก ก็คือโพสต์ที่บอกว่า คนที่ออกมาบ่นเสียดายนิตยสาร (บลาๆๆ) ที่ต้องปิดตัวลงไปเพราะขาดทุนไม่เป็นท่านั้น เอาเข้าจริงๆ จะมีสักกี่คนกันที่เป็นลูกค้าเหนียวแน่น หรือเป็นคนที่ซื้อนิตยสารเหล่านั้นอ่านจริงๆ จังๆ (นั่นสินะ)

ในฐานะที่เคยเป็นคนทำงานนิตยสารมาก่อน ผ่านการล้มหายตายจาก รู้เช่นเห็นชาติในวงการนี้ก็ต้องบอกว่า มันยากลำบากจริงๆ สำหรับนิตยสารเมืองไทย ส่วนหนึ่งก็เพราะเป็นธุรกิจที่ค่อนข้างมีต้นทุนที่สูงลิ่ว โดยเฉพาะค่าพิมพ์ ค่ากระดาษ ขนาดเป็นเจ้าของโรงพิมพ์เองยังอาจจะต้องแอบเครียด ไม่ต้องพูดถึงนายทุนที่ไร้โรงพิมพ์ แต่อยากได้ชื่อว่าเป็นคนทำสื่อ ตัดสินใจลงทุนทำนิตยสารออกมา ถ้าไม่รักจริง เห็นตัวเลขแดงๆ สักปี-สองปีก็คงต้องบอกศาลากันที เรียกว่า ถ้าเกลียดใครให้ชวนเขาทำนิตยสารได้เลย เพราะมันมีเปอร์เซ็นต์เจ๊งมากกว่ากำไร ขนาดในช่วงที่เศรษฐกิจขาขึ้นอู้ฟู่ ก็มีเพียงไม่กี่เจ้าเท่านั้นที่เริ่ดๆ เชิดๆ รับเงินถุงเงินถัง

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีคนไม่กลัวเจ็บปวด กระโดดลงมาในกระทะร้อนๆ ของวงการนิตยสารกันเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วง 15-20 ปีที่ผ่านมา ที่นิตยสารหัวนอกจำนวนมากเข้ามาบุกตลาดเมืองไทย ซึ่งต้องเรียกว่าได้เปลี่ยนโฉมการทำนิตยสารของบ้านเราไปด้วย จากนิตยสารไทยที่เป็นตัวของตัวเอง มีบุคลิกเฉพาะ มีคอนเทนต์ที่เป็นจุดขายแต่ละฉบับแตกต่างกัน กลายเป็นนิตยสารที่เอาคอนเทนต์ที่เกี่ยวเนื่องกับการตลาด (หรือการขายโฆษณา) เป็นตัวนำ หะนี้... เพื่อที่จะให้ได้เม็ดเงินเข้ามาบ้าง นิตยสารที่มีอยู่ในท้องตลาดเดิมก็ต้องเอาตามอย่าง

ทุกวันนี้ นับนิ้วมือได้เลย สำหรับนิตยสารหัวไทยที่ยังคงบุคลิกและคอนเทนต์อันเป็นที่ชื่นชอบของฐานผู้อ่านเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเปิดพื้นที่สำหรับช่องทางการตลาดแบบบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นแบบพอประมาณ ไม่ให้น่าเกลียด ไม่อย่างนั้นนิตยสารอะไรก็ดูมีคอนเทนต์คล้ายๆ กันไปหมด

แน่นอนว่า กำไรที่จะทำให้นิตยสารต่างๆ อยู่ได้ ต้องมาจากเม็ดเงินโฆษณา นิตยสารหลายฉบับจึงเน้นเอาการตลาดนำ ตามด้วยคอนเทนต์ (ที่เอื้อโฆษณาอีกนั่นเอง) บางฉบับก็โชคดีที่คอนเทนต์แบบนั้น มันโดนกับเจเนอเรชั่นนักอ่านแมกกาซีนรุ่นนี้ ก็ร่ำรวยกันไป แต่อย่าลืมว่าไม่มีอะไรหรอกนะที่คงทน...

คำว่า สิ่งพิมพ์กำลังจะตาย หรือ Print journalism is dead เป็นสิ่งที่พูดกันมาตั้งแต่เมื่อเกือบ 10 ปีก่อน ราวปี 2008 โดยมาจากผลวิจัยของสคาร์โบโรห์แห่งมหาวิทยาลัยโตรอนโต ในแคนาดา ที่บอกว่านิตยสารกระดาษที่เป็น “สื่อแบบโบราณ” จะได้รับการแทนที่ในรูปแบบดิจิทัล ตอนนั้นเป็นเวลาหลังจาก ทิม เบอร์เนอร์ส นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ชาวอังกฤษได้คิดค้นอินเทอร์เน็ต หรือ World Wide Web ออกมาสำเร็จเกือบ 10 ปีเช่นเดียวกัน (ปี 1989)

หลังจากผลวิจัยออกมาไม่นาน นิตยสารนิวส์วีค นิตยสารรายสัปดาห์ที่มียอดขายจำนวนมากทั่วโลก ก็ออกมาแสดงตัวอย่างให้เห็น ด้วยการประกาศยกเลิกการพิมพ์ฉบับกระดาษ ประกาศไม่พิมพ์หนังสือออกมาวางขายบนสแตนด์อีกต่อไปแล้ว ในปี 2012 พร้อมๆ กับแมกกาซีนอื่นๆ อีก 80 กว่าหัวในสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้นำในยุคของการบุกเบิกโฆษณาในนิตยสาร และทำให้โมเดลทางธุรกิจของสื่อสิ่งพิมพ์ถูกกำหนดว่าจะต้องอยู่รอดได้ด้วยเงินจากโฆษณา

ทว่า มาถึงทุกวันนี้ ยังไม่แน่ชัดว่านิตยสารดิจิทัลจะมาแทนที่นิตยสารที่เป็นกระดาษได้อย่างสนิทเสียทีเดียว จะว่าไป หลายๆ คนยังพยายามมองโลกในแง่ดีว่า ในวงการ Print journalism ที่มีความหวังที่สุดน่าจะเป็นนิตยสารนี่แหละ ที่จะอยู่ตอบสนองความต้องการของคนอ่านได้ยาวนานกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบอื่น

เคยคุยกับรุ่นพี่ที่ทำนิตยสารท่านหนึ่ง (ที่ยังไม่ปิดตัว) เธอบอกว่า ทุกวันนี้ต้องใส่ทุกกระบวนท่าค่ะ ไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็ด้วยกล ไม่งั้นก็ต้องใส่มนตร์คาถา ต้องทำทุกรูปแบบถึงจะอยู่รอดได้ -- ซึ่งน่าจะจริงยิ่งกว่าจริง

ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ฟูฟ่อง นอกจากมาตรการรัดเข็มขัด การลดไซส์ธุรกิจของนายทุนนิตยสารแล้ว การอาศัยการตลาดนำแบบเดิมๆ ของนิตยสารต่างๆ ไม่น่าจะใช่ทางออกอีกต่อไป เท่าที่เห็นนิตยสารที่ยังคงอยู่ยั้งยืนยง นอกจากหัวหนังสือที่ป๊อปปูลาร์ เป็นอันดับหนึ่งของวงการแล้ว ก็ต้องเป็นแมกกาซีนที่ขายคอนเทนต์แบบที่หาจากที่อื่นไม่ได้ ขายไอเดีย ขายความคิด ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ฯลฯ แล้วก็อย่าลืมฉกฉวยโอกาสจากอินเทอร์เน็ตอย่าให้มันฆ่าเรา แต่ต้องเอาคืนให้ได้ อาศัยประโยชน์จาก World Wide Web ช่วยสนับสนุนการคงอยู่ของนิตยสารอีกแรง

การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน อาจจะดูน่ากลัว และมันก็เริ่มเกิดผลอย่างมากมายตามมา โดยเฉพาะเม็ดเงินโฆษณาที่พาให้เกิดการระส่ำระสายกันไปหมด แต่หลายคนก็ยังมองโลกในแง่ดีกว่า นาฬิกาสื่ออาจจะดีย้อนกลับแบบที่แผ่นเสียงกลับมาได้รับความนิยมแทนที่เอ็มพี3 ก็เป็นได้

เอ้า... ใครเป็นกลุ่มคนที่นิยมชมชอบการได้จับได้ดมกระดาษ สองมือล้วงกระเป๋า สองเท้าก้าวออกไปซื้อมาอ่านสักเล่มสองเล่ม

ไม่งั้นอย่ามาบ่นเสียดายให้เห็นอีกล่ะ!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท