posttoday
คำถามพ่วงประชามติ (2)

คำถามพ่วงประชามติ (2)

02 พฤษภาคม 2559

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง

7 ส.ค.นี้ เหลือเวลาอีก 3 เดือน 5 วัน ประชาชนชาวไทยที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป อย่าลืมไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติ ว่า จะรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงของอาจารย์มีชัย ฤชุพันธุ์ หรือไม่ โดยไปใช้สิทธิได้ที่คูหาใกล้บ้านท่าน เพื่อแสดงให้ชาวโลกรู้ว่าประชาชนคนไทยต้องการรัฐธรรมนูญฉบับนี้หรือไม่

ผมยังยืนยันว่า เนื้อหาหลักของร่างรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ได้แตกต่างไปจาก 2 ฉบับก่อน จะแตกต่างกันบ้างก็คงเป็นเรื่องการลงโทษนักการเมืองที่ทุจริต ที่รัฐธรรมนูญนี้ลงโทษรุนแรงกว่า ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่นักการเมืองผู้ใช้รัฐธรรมนูญได้ใช้แบบไหน ใช้แบบโจรหรือใช้อย่างผู้ดี

การลงประชามติครั้งนี้ นอกจากให้ลงคะแนนเสียงรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ประชาชนยังต้องลงคะแนนเสียงสำหรับคำถามพ่วงของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ด้วย ว่า “ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาล ว่า ในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

คำถามพ่วงดังกล่าว เขียนไว้ชัดว่า เป็นไปเพื่อการปฏิรูป ถ้ารับก็จะใช้เป็นการใช้ชั่วคราวภายใน 5 ปีเท่านั้น เจตนาชัดเจนว่า ต้องการใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ใช้เพื่อปฏิรูปประเทศให้ดีขึ้น

คำถามพ่วงของ สนช.ที่ถามความเห็นประชาชน ว่า ในช่วง 5 ปีแรก จะให้ สว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีส่วนร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ คำถามพ่วงจึงเป็นประเด็นที่มาของนายกฯ

ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงในครั้งนี้ มี 2 ประเด็นที่สำคัญ คือ ผู้ที่จะเป็นนายกฯ ไม่จำกัดไว้เฉพาะ สส.เท่านั้น และใครจะเป็นผู้เลือกนายกฯ

ทั้งสองประเด็น นักการเมืองย่อมไม่ปลื้มอย่างแน่นอน ที่ผ่านมานักการเมืองพยายามบิดเบือน ว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริง นายกฯ ต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งนักการเมืองทั้งสื่อช่วยกันประโคมข่าวขยายผลให้เห็น ว่า ถ้านายกฯ ไม่ได้เป็น สส. แปลว่า ไม่ใช่ประชาธิปไตย

นายกฯ มีหน้าที่ปฏิบัติตามกฎหมาย อยู่ภายใต้กฎหมาย แม้นักเลือกตั้งจะพยายามบอกว่า นายกฯ ต้องทำตามนโยบายของพรรค นายกฯ จึงต้องเป็น สส.เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วนายกฯ ถูกเลือกโดย สส.ในสภา  สส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชน ถ้า สส.จะสนับสนุนใครให้เป็นนายกฯ ก็ต้องคัดเลือกคนที่จะบริหารราชการแผ่นดินตามนโยบายของพรรค หรือของ สส.ที่หาเสียงไว้

ประชาธิปไตยของประเทศเรา เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม อธิบายง่ายๆ คือ ประชาชนเลือกตัวแทนเข้าไป เพื่อให้ตัวแทนไปเลือกรัฐบาลและควบคุมการทำงานของรัฐบาล

ที่ผ่านมา หากนักเลือกตั้งต้องการใช้อำนาจโดยไม่ฟังเสียงประชาชน ก็จะอ้างว่า ประชาชนมอบสิทธิให้แล้ว แต่หากไม่อยากทำ ก็จะอ้างว่า ต้องกลับไปถามประชาชนก่อน

ข้ออ้างของนักเลือกตั้งเหล่านี้ ไม่ใช่ 2 มาตรฐาน แต่ไม่มีมาตรฐานเลย เป็นข้ออ้างเหมือนอเมริกา ประชาธิปไตยอันธพาล ที่ไม่ได้ยึดกฎหมายหรือหลักนิติธรรมใดๆ ยึดผลประโยชน์อเมริกาเป็นใหญ่เท่านั้น

ในยุคประชาธิปไตย การเลือกตั้งในประเทศเรา ช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกฯ เป็นช่วงที่ประเทศเราเจริญก้าวหน้า วางรากฐานสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติ มีเงินทุนสำรองจำนวนมาก หลังจากนั้นนายกฯ มาจาก สส. ประเทศไทยเราเข้าสู่ยุค Buffet Cabinet ยุคทุจริตคอร์รัปชั่นที่เรียกหาใบเสร็จ จนเกิด รสช.

นายกฯ ที่เป็น สส.ในยุคต่อมา ก่อนการรัฐประหารโดย คสช. เป็นยุคที่เปลือกนอกดูว่าเป็นประชาธิปไตย แต่แท้จริงแล้วเป็นเผด็จการแบบอย่างฮิตเลอร์แห่งเยอรมนี ที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนกัน ใช้ประชานิยมครอบงำชาวบ้านเหมือนกัน แต่ของเราพัฒนาไปไกลกว่าโดยนายกฯ ที่มาจาก สส.นั้น เป็นเพียงนายกฯ เปิดงาน นายกฯ ตัวจริงหนีคดีอยู่ต่างประเทศ

อยากจะถามคนไทยว่า ท่านเชื่อจริงๆ หรือว่า ยิ่งลักษณ์คือนายกฯ ตัวจริง เชื่อจริงๆ หรือว่า ทักษิณ นักโทษหนีคดี ไม่ได้ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ได้สนับสนุนให้มีการเผาบ้านเผาเมือง

ความสำคัญของนายกฯ จึงไม่ได้อยู่ที่เป็น สส.หรือไม่ แต่ความสำคัญอันเป็นหัวใจของประชาธิปไตย คือ นายกฯ บริหารเพื่อประชาชน หรือเพื่อพวกพ้องญาติมิตรของตัวเอง

พวกที่เรียกร้องว่า นายกฯ ต้องเป็น สส.ถ้าไม่ใช่พวกมีผลประโยชน์แอบแฝงก็เป็นพวกดัดจริตที่ยึดถือเพียงรูปแบบ ไม่ได้พิจารณาถึงเนื้อหาความเป็นจริง ไม่ได้ยึดถือประโยชน์ของชาติ

เราควรจะให้ใครเป็นนายกฯ ระหว่างนายกฯ ที่ไม่ได้เป็น สส. (แต่มาโดยระบบรัฐสภา) บริหารประเทศเพื่อประโยชน์ของประชาชน กับนายกรัฐมนตรีที่เป็น สส.ที่ทุจริตคอร์รัปชั่น บริหารประเทศเพื่อตัวเอง เพื่อพวกพ้องญาติพี่น้องของตัวเอง 

กลับมาประเด็นคำถามพ่วงที่ถูกคัดค้านจากนักการเมืองบางกลุ่ม นักวิชาการบางคน โดยให้ความเห็นว่า เป็นคำถามที่ประชาชนไม่เข้าใจ ประชาชนไม่รู้ว่า รัฐสภาประกอบด้วย สส.และ สว.

ความเห็นอย่างนี้ คงต้องขอยืมคำตอบของนักเลือกตั้งมาใช้ว่า เป็นการดูถูกประชาชน

ที่ผ่านมา เมื่อมีนักวิชาการให้ความเห็นว่า ประชาชนเราโดยเฉพาะในชนบท ยังไม่พร้อมที่จะเป็นประชาธิปไตย ยังขาดการศึกษา นักเลือกตั้งจะออกมาตอบโต้ว่า เป็นการดูถูกประชาชน และยืนยันว่าประชาชนในชนบทต่างจังหวัด มีความรู้ดีกว่าคนในเมืองด้วย

ฉะนั้น หากประชาชนไม่เข้าใจคำถามพ่วงที่จะให้ลงประชามติพร้อมการรับร่างรัฐธรรมนูญย่อมแสดงว่า ประชาชนเรายังไม่มีความรู้เพียงพอที่จะใช้ระบอบประชาธิปไตย

เพราะระบอบประชาธิปไตยที่ใช้เสียงข้างมากนั้น ประชาชนต้องมีความรู้เป็นพื้นฐาน เป็นประชาชนที่ยึดคุณธรรมจริยธรรม ที่จะต้องมีจำนวนที่มากกว่าประชาชนที่เห็นแก่ตัว ขายสิทธิขายเสียง

หากประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ ย่อมถูกชักจูงได้ง่าย เกิดปรากฏการณ์ เงินไม่มา-กาไม่เป็น เสียงส่วนใหญ่ที่ไม่มีคุณภาพนี้ จะเลือกคนไม่ดีเข้าบริหารประเทศ และในที่สุด จะสร้างความเสียหายให้ประชาชนทั้งที่เป็นคนดี และประชาชนทั้งประเทศจะได้รับผลร้ายจากการได้คนไม่ดีเข้าบริหารประเทศ เหมือนเช่น ยุคการเมืองประชานิยมที่นายกฯ บริหารประเทศในแบบซีอีโอ ที่บริหารประเทศเหมือนเป็นบริษัทของตัวเอง

ประเทศเราอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน การใช้กฎกติกาปกติ ย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ กติกาพิเศษจึงเป็นความจำเป็นในช่วงการเปลี่ยนผ่าน

ส่วนท่านจะเห็นด้วยหรือไม่ สิทธิอยู่ในมือท่าน ณ วันที่ 7 ส.ค. 2559 แล้ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ