posttoday
ดูแลค่าเงินและสภาพคล่อง งานหนักธปท.

ดูแลค่าเงินและสภาพคล่อง งานหนักธปท.

02 พฤษภาคม 2559

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง

ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกทำให้แค่เพียงไตรมาสแรก สำนักพยากรณ์เศรษฐกิจทั้งหลายต่างแทบจะทบทวนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกทุกเดือน เพราะสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเร็วมาก

ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) เพิ่งปรับลดประมาณการเศรษฐกิจโลกปีนี้ลงเหลือ 3.2% จากเดิมเดือน ม.ค. คาดไว้ที่ 3.4% โดยหลักๆ เป็นการปรับลดมุมมองเศรษฐกิจแกนหลักลงทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ แคนาดา ยุโรป อังกฤษ และญี่ปุ่น สะท้อนว่ามุมมองเศรษฐกิจในอนาคตยังดูไม่ดีขึ้นเท่าไหร่

ดังนั้น เจเน็ต เยลเลน ประธานเฟด จึงเปลี่ยนมุมมองต่อการขึ้นดอกเบี้ย โอกาสที่เฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) จะขึ้นดอกเบี้ยนั้นลดลงอย่างมาก เพราะเป็นห่วงว่าหากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ก็จะส่งผล
กระทบต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจของสหรัฐด้วย

ดังนั้น ความกังวลใจว่าจะเกิดเงินไหลออกและอัตราดอกเบี้ยของโลกจะปรับเป็นขาขึ้นก็เป็นอันผ่อนคลายไป เงินเหรียญสหรัฐที่คาดการณ์กันไว้ว่าจะแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วกลายเป็นทรงตัว ส่งผลให้ตลาดเงินกลับทิศกลายเป็นเงินไม่มีที่ไป เพราะทั้งญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายกดดอกเบี้ยต่ำติดลบเพื่อให้ค่าเงินอ่อนหวังให้เงินอ่อนค่ากระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนจีนเองก็สามารถที่จะประกาศนโยบายการเงินยืดหยุ่นให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าตลอดเวลา ตามที่ธนาคารกลางจะเห็นว่าเหมาะสม

ฉะนั้นปัญหาที่จะต้องจับตามองจากนี้ไปคือ เรื่องของความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุน อันเนื่องมาจากเงินไหลเข้า ที่อาจไหลบ่าเข้ามามากยิ่งขึ้น จากในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่เงินไหลเข้ามาซื้อพันธบัตรในตลาดทุนไทย

ธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ระบุว่า ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เม็ดเงินลงทุนต่างชาติไหลกลับเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยจำนวนมากในระดับ 9.8 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับเม็ดเงินที่ไหลออกในปีที่ผ่านมาทั้งปี 1.1 แสนล้านบาท เนื่องจากต่างชาติมองว่าตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาหรือตลาดเกิดใหม่ประเทศอื่น

เงินที่ไหลเข้ามานี้ไหลเข้ามาอย่างรวดเร็วมาก  เป็นเพราะเศรษฐกิจไทยในในช่วงที่ผ่านมาเติบโตในระดับต่ำ การส่งออกติดลบ แต่เมื่อเทียบกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันแล้ว เศรษฐกิจของไทยปรับตัวดีกว่า แม้จะโตต่ำแต่มีเสถียรภาพขณะที่คนอื่นติดลบ อีกทั้งยังมีการท่องเที่ยวมาช่วยประคองเศรษฐกิจ และได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม เงินที่ไหลเข้าส่วนใหญ่ไหลเข้าตราสารหนี้ระยะสั้น เช่น พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อายุ 30 วัน เหมือนมาพักเงินไว้ที่ไทย จึงมีโอกาสที่นักลงทุนจะตัดสินใหม่เมื่อครบกำหนด โดยจากต้นเดือน เม.ย.ถึงปัจจุบัน พบว่าเงินต่างชาติไหลออกแล้ว 1.3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นพันธบัตรที่ครบอายุ ทำให้จากต้นปีจนถึงปัจจุบันต่างชาติเงินไหลเข้า 8.5 หมื่นล้านบาท

ไม่เพียงแต่พันธบัตรรัฐบาลจะคึกคัก ตราสารหนี้ระยะยาวของเอกชนก็คึกคักเช่นกัน บริษัทเอกชนทั้งที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ออกตราสารเพิ่มขึ้นถึง 55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ทางด้านตลาดหุ้นไทยก็ได้อานิสงส์ของเงินทุนไหลเข้าดันให้ดัชนีหุ้นเพิ่มสูงขึ้นไปแตะที่ระดับ 1,400 จุด แต่ก็ย่อลงมา หากสามารถผ่านแนวต้านสำคัญไปได้ ตลาดหุ้นไทยยังมีแรงจะขยับต่อไปได้ไหวจากแรงซื้อของต่างชาติ

นอกจากทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นแล้ว ยังทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะราคาทองและราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นจากที่ราคาตกต่ำย่ำแย่มาพักใหญ่

นอกจากนี้ การที่สภาพคล่องในตลาดเงินเริ่มมีสูงมาก เพราะสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ก็ไม่ได้ขยายตัวมากมาย คงขยายตัวล้อไปกับตัวเลขของการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ในระดับ 3% เนื่องจากธนาคารกังวลปัญหาหนี้เสีย (เอ็นพีแอล)  และเมื่อไปรวมกับเงินไหลเข้า ทำให้สภาพคล่องในตลาดเริ่มสูงไปเรื่อยๆ

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ระบบธนาคารพาณิชย์มียอดคงค้างสินเชื่อ 10.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.65% จากช่วงเดียวกันปีก่อน โดยได้รับแรงกดดันจากการหดตัวของสินเชื่อกลุ่มธนาคารขนาดกลางและใหญ่จากการชำระสินเชื่อคืน โดยเฉพาะสินเชื่อภาครัฐ สินเชื่อภาคธุรกิจ และสินเชื่อเช่าซื้อ

สำหรับเงินฝากยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมียอดคงค้าง 11.28 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.07 แสนล้านบาท จากเดือนก่อนและเพิ่มขึ้น 1.26% จากช่วงเดียวกันปีก่อน สินเชื่อที่ชะลอตัวทำให้สภาพคล่องเดือน มี.ค. ผ่อนคลายต่อเนื่อง โดยสัดส่วนเงินให้สินเชื่อรวมต่อเงินฝากรวมกับตราสารหนี้ที่ออกและเงินกู้ยืมอยู่ที่ระดับ 89.71% เทียบกับ 90.59% ในเดือน ก.พ. ขณะที่สัดส่วนสินทรัพย์สภาพคล่องต่อสินทรัพย์รวมเพิ่มเป็น 21.35% จาก 20.34% ในเดือน ก.พ.

นักวิเคราะห์ กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังหากการลงทุนภาครัฐไม่เกิด ซึ่งทุกฝ่ายมองว่ารัฐจะเป็นผู้กู้รายใหญ่ที่จะดูดสภาพคล่องจากตลาดเงินออกไป หากไม่มีการลงทุนสภาพคล่องในตลาดเงินจะเหลือมาก แต่อาจได้การออกหุ้นกู้ภาคเอกชนมาดูดสภาพคล่องออกไปแทน  โดยปีนี้คาดการณ์ว่าเอกชนจะออกหุ้นกู้ไว้ 5.2 แสนล้านบาท เนื่องจากในปีนี้มีการซื้อกิจการ และเทกโอเวอร์กิจการขนาดใหญ่ เช่น การซื้อกิจการบิ๊กซี ทำให้อาจจะมีการใช้ตลาดตราสารหนี้ระดมทุนเพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม รวมถึงมีโครงการประมูล 4จี จึงมีความต้องการใช้เงินทุนเพิ่มขึ้น

ดังนั้น แรงกดดันของ ธปท. ที่จะต้องดูดเงินออกจากระบบบ้างซึ่งเป็นภาระต้นทุนของ ธปท.ก็มีน้อยลง  แต่ภาระในการบริหารอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เงินบาทแข็งค่าจากการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้นอย่างรวดเร็วจนเกินไปยังเป็นภาระหนักที่ ธปท.จะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด

นักวิเคราะห์ ระบุว่า การที่ผลตอบแทนการเข้ามาลงทุนเพื่อเก็งกำไรค่าเงินและดอกเบี้ยในไทยยังอยู่ในระดับที่จูงใจ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำมาก  ดังนั้นเงินอาจไหลบ่าเข้ามาอย่างมากมายและรวดเร็วเมื่อไหร่ก็ได้ ซึ่งอาจจะส่งให้ ธปท.มีแนวโน้มจะต้องเข้ามาแทรกแซงค่าเงินบาทอย่างหนักหน่วงอีกครั้ง โดยสถานะการทำซื้อขายล่วงหน้าน่าจะมีการปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันจากระดับ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2558 ที่ผ่านมา เป็น 2-3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2559 ได้ เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งเร็วและมากเกินไปเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค เพราะมิฉะนั้นจะกระทบกับการส่งออกที่แย่อยู่แล้วให้แย่มากขึ้นและการท่องเที่ยวที่กำลังไปได้ดีอาจจะกระทบหากค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป

ฉะนั้น ในครึ่งหลังของปีนี้ ธปท.ยังต้องรับบทหนักในการดูแลสภาพคล่องและค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ ไม่ให้ซ้ำเติมเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน