posttoday
เปิดเอกสารหน่วยข่าวมั่นคงสั่งเฝ้าระวังพิเศษ 12-14 ส.ค.

เปิดเอกสารหน่วยข่าวมั่นคงสั่งเฝ้าระวังพิเศษ 12-14 ส.ค.

06 สิงหาคม 2553

...ทีมข่าวการเมือง

ตามที่ พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองโฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ. เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ว่า ฝ่ายข่าวได้รายงานสถานการณ์ว่าในเดือน ส.ค. จะมีการก่อเหตุสร้างสถานการณ์ต่างๆ ทาง ศอฉ. จึงได้สั่งให้มีการวางมาตรการป้องกันเหตุร้าย ทั้งเพิ่มจุดตรวจ ติดกล้อง วงจรปิด ใช้ถังขยะใส

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดเนื้อหาในรายงานของหน่วยข่าวทางด้านความมั่นคงที่ได้ประเมินสถานการณ์การก่อเหตุร้ายนั้น มีสาระน่าสนใจดังนี้

การก่อเหตุร้ายเพื่อหวังผลทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ มีความน่าห่วงกังวลมากขึ้น หลังจากเริ่มมีการปฏิบัติการรุนแรงด้วยการวางระเบิดทั้งในลักษณะเชิงสัญลักษณ์ หรือมุ่งให้เกิดการบาดเจ็บและเสียชีวิตในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่เดือน ก.ค. 2553 แม้ยังอยู่ภายใต้ประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทั้งนี้แนวโน้มของการก่อเหตุร้ายด้วยการวางระเบิดหรือการปฏิบัติการด้วยอาวุธสงคราม เพื่อท้าทายและบั่นทอนภาพลักษณ์ของรัฐบาลยังมีโอกาสเกิดขึ้นอีก หากการขยายผลถึงกลุ่มที่บุคคลที่สนับสนุนผู้ลงมือยังไม่สัมฤทธิผล

สำหรับสถานที่สุ่มเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมาย ได้แก่ สถานที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถาบัน บ้านพักประธานองคมนตรีหรือบุคคลในคณะรัฐบาล ย่านธุรกิจหลัก (ราชประสงค์ ราชดำริ) สถานีขนส่ง สถานีรถไฟฟ้า/รถใต้ดิน และที่ทำการพรรคร่วมกับรัฐบาลและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ซึ่งช่วงเวลาที่จำเป็นต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ คือ ช่วงวันหยุดยาววันที่ 1214 ส.ค. 2553 ช่วงการจัดงานเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ระหว่างวันที่ 613 ส.ค. 2553 ที่ท้องสนามหลวง และวันคล้ายวันเกิดประธานองคมนตรีในวันที่ 26 ส.ค. 2553 นอกจากนี้บุคคลที่ถูกมองว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มต่อต้านรัฐบาล ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของการลอบประทุษร้ายหรือลอบสังหารได้เช่นกัน

ในชั้นนี้แม้จะยังไม่ปรากฏหลักฐานยืนยันถึงกลุ่มผู้เตรียมลงมืออีกอย่างชัดเจน แต่ในทางการข่าวพบเบาะแสของกลุ่มที่เชื่อมโยงกับการลอบวางระเบิดในช่วงที่ผ่านมา 2 กลุ่ม คือ 1) กลุ่มที่เคยอยู่ในสังกัดของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ซึ่งภายหลังการเสียชีวิต บุคคลในกลุ่มได้แยกตัวเป็นเซลล์อิสระ 2) กลุ่มอดีตนายทหารแก่ ซึ่งมีแนวโน้มว่าเครือข่ายที่เคยสังกัดของ พล.ต.ขัตติยะ อาจหันมารวมตัวกับอดีตนายทหารแก่ เนื่องจากในช่วงการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อดีตนายทหารคนดังกล่าว ได้แสดงบทบาทถึงการร่วมมือและสนับสนุน พล.ต.ขัตติยะ

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล ซึ่งมีขีดความสามารถจะดำเนินการได้ คือ กลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับนาย ย ย และเครือข่ายในภาคเหนือ ซึ่งการรับงานน่าจะเป็นครั้งๆ ไปตามที่มีประสานสั่งการ ดังเช่นเหตุระเบิดที่สถานบริการโพไซดอนเมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2553 และอีกกลุ่มคือ กลุ่มการ์ด นปช. ในสายนายอารี ไกรนรา ซึ่งข้อมูลด้านการข่าวพบว่า นายอารีมีความสัมพันธ์กับกลุ่มก่อความไม่สงบบางคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะอดีตผู้สมัคร สส.พรรคมัชฌิมาธิปไตย ซึ่งเข้าร่วมเป็นการ์ด นปช. ในช่วงการชุมนุม ซึ่งบุคคลผู้นี้มีประวัติเป็นสมาชิกกลุ่ม BRN และเคยหลบหนีไปยังกัมพูชาหลังเหตุการณ์ชุมนุมเมื่อเดือน พ.ค. 2553

สำหรับการวางน้ำหนักสืบสวน ในระยะนี้อาจต้องมุ่งเน้นไปที่เครือข่ายที่เป็นทหารและอดีตทหารเป็นหลัก เนื่องจากการตรวจสอบประเภทของระเบิดและวิธีการประกอบระเบิดที่เคยเกิดขึ้น พบว่าน่าจะเป็นฝีมือของบุคคลกลุ่มเดียวกันและมีความชำนาญด้านวัตถุระเบิด อาทิ ใช้ระเบิดเอ็ม 67 ถอดกระเดื่องออกใส่ฝักแค ต่อวงจรเข้ากับนาฬิกา โดยกลุ่มซึ่งเป็นผู้ประกอบระเบิดที่น่าสงสัย ได้แก่ 1) ทหารและอดีตทหารจากพันศูนย์การทหารราบ อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ 2) ทหารและอดีตทหารหน่วยรบพิเศษ จ.อุดรธานี 3) อดีตทหารที่เคยปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4) เครือข่ายกลุ่มก่อความไม่สงบจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความสัมพันธ์หรือเคยถูกใช้งานจากทหารและอดีตทหาร

เบาะแสที่จำเป็นต้องเร่งขยายผล คือ ผลการตรวจสอบของ ECO เกี่ยวกับชนิดของระเบิดที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้และเครือข่ายผู้ต้องสงสัย ซึ่งเป็นข้อมูลของพนักงานสอบสวน และการขยายผลคดีการปล้นคลังแสงจากการพันทหารช่าง 401 ค่ายอภัยบริรักษ์ สังกัดกองทัพภาคที่ 4 จ.พัทลุง เมื่อวันที่ 14 มี.ค. 2553 ซึ่งคนร้ายได้อาวุธสงครามและเครื่องกระสุนทั้งระเบิดสังหารบุคคลชนิดเอ็ม 26 และเอ็ม 67 จำนวน 69 ลูก กระสุนปืนชนิดเอ็ม 16 และเอชเค 2,000 นัด กระสุนชนิด 11 มม. 1,000 นัด แม้ว่ากองทัพจะชี้แจงในภายหลังว่าได้ติดตามอาวุธที่หายออกจากคลังแสงกลับมาได้ทั้งหมด แต่ข้อมูลด้านการข่าวยืนยันว่ายังมีระเบิดจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้คืน (ระเบิดบางส่วนถูกเตรียมนำไปใช่ก่อเหตุในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย แต่เจ้าหน้าที่ตรวจยึดคืนได้)

ปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ การปรับปรุงระบบการรักษาความปลอดภัยสถานที่ในจุดล่อแหลมทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดตั้งกล้อง CCTV และการจัดชุดเฝ้าระวังทาง CCTV ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งจำเป็นต้องกำหนดหน่วยงานและผู้รับผิดชอบอย่างชัดเจน ซึ่งไม่เคยเป็นกรุงเทพฯ หรือกองบัญชาการตำรวจนครบาล เพราะมีภารกิจหลักล้นมืออยู่แล้ว ทั้งนี้เมื่อพิจารณาจากจำนวนและคุณภาพของ CCTV ที่มีอยู่เป็น CCTV ที่คุณภาพต่ำและจำนวนไม่เพียงพอ จึงน่าจะจำเป็นต้องเร่งปรับปรุงโดยด่วน ทั้งนี้ระบบ CCTV ที่ใช้ในทำเนียบรัฐบาลและบ้านพักนายกรัฐมนตรี นับว่าเป็นระบบที่มีคุณภาพสูง มีการเฝ้าตรวจ 24 ชั่วโมง น่าจะใช้เป็นต้นแบบในการวางระบบ CCTV ในพื้นที่อื่นด้วย

นอกจากนี้ การดำเนินมาตรการในลักษณะการป้องปราม เช่น การเพิ่มสายตรวจและความถี่ในการตรวจตามพื้นที่ล่อแหลมให้มากยิ่งขึ้น การส่งเจ้าหน้าที่เข้าสุ่มตรวจในพื้นที่ต้องสงสัย การเข้าตรวจค้นซุ้มมือปืนตามแหล่งต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมีฐานข้อมูลอยู่ รวมถึงการกระตุ้นเตือนให้เครือข่ายการข่าวภาคประชาชนที่หน่วยงานต่างๆ จัดตั้งไว้ให้เพิ่มการปฏิบัติงานมากขึ้น น่าจะมีผลทางจิตวิทยาทำให้กลุ่มผู้เตรียมการก่อเหตุไม่กล้าลงมือปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม มาตรการป้องปรามดังกล่าวจำเป็นต้องมีความต่อเนื่องถาวร เพราะคาดว่ากลุ่มผู้เตรียมลงมือปฏิบัติการคงจะรอช่วงจังหวะและโอกาสที่เจ้าหน้าที่ลดความเข้มในการตรวจสอบเพื่อลงมือปฏิบัติการอีกครั้ง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท