
"สมชัย" ชี้ขายเสื้อ "YES / NO" เข้าข่ายความผิด
"สมชัย" ระบุ ขายเสื้อ "YES / NO" เข้าข่ายความผิดกฎหมายประชามติ ด้าน นักกม.สิทธิฯ ซัด บรรยากาศถูกจำกัดเชื่อไม่ช่วยลดขัดแย้ง ถาม ทำไม กรธ. ชี้แจงได้ฝ่ายเดียว
"สมชัย" ระบุ ขายเสื้อ "YES / NO" เข้าข่ายความผิดกฎหมายประชามติ ด้าน นักกม.สิทธิฯ ซัด บรรยากาศถูกจำกัดเชื่อไม่ช่วยลดขัดแย้ง ถาม ทำไม กรธ. ชี้แจงได้ฝ่ายเดียว
เมื่อวันที่ 2 พ.ค. เวลา 10.00 น. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดราชดำเนินสนทนาหัวข้อ "ประชามติ อะไรทำได้-ไม่ได้" โดย นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า ในการออกร่างประกาศกกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ กกต.ยืนอยู่บนหลักการสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลเป็นสำคัญ โดยยึดตามมาตรา 7 พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพออกความเห็นโดยสุจริตไม่ขัดกฎหมาย หมายความว่าอะไรก็ตามที่เป็นเสรีภาพส่วนบุคคล พูด เขียน สัมภาษณ์ โพสต์ หรือบรรยายทางวิชาการ เป็นเสรีภาพส่วนบุคคลที่ทำได้ แต่สิ่งที่ต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและกระทำไม่ได้คือ
1.เรื่องนั้นต้องไม่เป็นเรื่องเท็จและ ไม่นำความเท็จมาขยาย 2. ไม่ก้าวร้าวรุนแรง หยาบคาย และ 3. ไม่นำไปสู่การปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย ในบ้านเมือง ทั้งนี้วิธีการในการออกประกาศของกกต.นั้นเราได้พยายามคำนึงถึงสิ่งที่เป็นรูปธรรมในทุกความเป็นไปได้ เช่น ประชาชนใส่เสื้อ ติดเข็มกลัด ติดป้าย อภิปรายทางวิชาการ หรือนักการเมืองให้สัมภาษณ์สื่อ และอื่นๆอีกมากมาย
นายสมชัย กล่าวอีกว่า การออกประกาศต้องเขียนด้วยภาษาทางกฎหมายให้กระชับและครอบคลุม ซึ่งมาสู่คำถามว่าทำไมกกต.ไม่เขียนให้ละเอียดชัดเจน เพราะการที่จะเขียนละเอียดให้เป็นรูปธรรมครอบคลุมทุกพฤติกรรมอย่างไรก็ทำไม่ได้ ถ้าพฤติกรรมเหล่านั้นมีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง ประกาศของกกต.จึงเป็นในเชิงกฎหมายครอบคลุมสาระ ยึดหลักการสำคัญคือเสรีภาพส่วนบุคคลยังมี ตราบใดที่ไม่โกหก ก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย และการปลุกระดม
"ถ้าพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็นการรณรงค์และปลุกระดม เช่น ใส่เสื้อเหมือนกันหลายคนแล้วมารวมตัวกันแสดงออกสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ติดป้ายจำนวนมากให้เกิดการคล้อยตาม ไม่สามารถทำได้เพราะเข้าข่ายในลักษณะการรณรงค์ให้เกิดการคล้อยตาม หรือการขายเสื้อ YES หรือ NO วันนี้ไม่ทราบว่าใครขายเสื้ออยู่ ขอให้เอาออกจากแหล่งที่ขาย หรือแหล่งประกาศขาย มิเช่นนั้นถ้ามีคนมาร้องเรียนว่า ขาย หรือแจก จะเข้าข่ายความผิดทันที"นายสมชัยกล่าว
นายสมชัยกล่าวยืนยันว่าประกาศของกกต.ไม่จำกัดสิทธิเสรีภาพประชาชน ซึ่งสามารถแสดงออกอย่างมีสิทธิเสรีภาพเต็มที่ เช่น การจัดอภิปรายสามารถให้ทำได้ ถ้าเป็นสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ องค์กรสื่อมลชน แต่ถ้าเป็นกลุ่มการเมืองทำไม่ได้ เพราะขัดคำสั่ง คสช. ที่ห้าม 5 คนชุมนุมทางการเมือง ซึ่งจะเห็นว่าประกาศนี้ขัดต่อคำสั่งของผู้มีอำนาจทางบ้านเมือง คือ เราเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองจัดแสดงความเห็นได้ ถ้าร่วมกับเจ้าภาพ เช่น สถาบันการศึกษา สื่อมวลชน หรือหน่วยงานราชการ และกกต.จะไม่เข้าไปเซ็นเซอร์ แต่จะต้องให้รับผิดชอบกันเอง
นายสมชัยกล่าวว่า สำหรับ 10 ข้อที่ตนโพสต์ในเฟซบุ๊ก ที่เป็นการขยายเพิ่มเติมนั้น ยืนยันว่าตรงกับ 8 ข้อ ทุกอย่างที่ห้ามทำทุกอย่าง เพียงแต่แยกการโพสต์กับการแชร์ข้อความเป็น 2 ข้อ เดิมทีรวมไว้ในข้อเดียวกัน ในภาษากฎหมายอ่านอย่างไรก็อ่านไม่รู้เรื่อง เช่น การเขียนห้ามนำเข้าและส่งต่อข้อมูล ชาวบ้านจะเข้าใจหรือไม่ การนำเข้าก็การโพสต์ การส่งต่อก็คือการแชร์ การกดไลค์แล้วผิดหรือไม่ กกต.ไม่อ่อนไหวขนาดนั้น อย่าไปซีเรียส เราอ่อนไหวเรื่องการแชร์ที่มีข้อความตามข้อห้าม ที่กองทุนจ.ขอนแก่น แชร์ข่าว แชร์เฉยๆไม่ผิด แต่เขาไปโพสต์เพิ่มเติมด้วยข้อความก้าวร้าวหยาบคาย มีการพาดพิงถึงการรับไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นส่วนตัว ตนจะเฉยๆ แต่นี่เป็นลักษณะองค์กร
ส่วนการใส่เสื้อ yes หรือ no ใส่ได้ เมื่อใดที่เป็นการใส่ส่วนบุคคล แต่เมื่อใดที่มีการนัดใส่พร้อมๆกัน แสดงตัวให้เห็นเป็นกระบวนการอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง แม้ไม่ผิดกฎหมายประชามติก็อาจผิดกฎหมายความมั่นคง เราคงไม่เขียนกฎหมายให้ครอบคลุมทุกๆเรื่องได้ บ้านเราศรีธนนชัยเยอะ
"กกต.มุ่งหวังให้การทำประชามติครั้งนี้เป็นที่ยอมรับทั้งในเรื่องกระบวนการและผลที่เกิดขึ้น หลังจากผลประชามติออกมาต้องยุติ รับเป็นรับ แพ้เป็นแพ้ กระบวนต้องไม่อึดอัดหรืออึมครึม แม้จะพยายามออกแบบให้สมบูรณ์ ก็ถูกปรับแก้กติกาเพื่อหลีกเลี่ยงการฉกฉวยโอกาสของกลุ่มการเมือง เข้าใจสิ่งที่สนช.ปรับแก้พ.ร.บ.นี้ หลายเรื่องที่กกต.เสนอไปอาจเป็นความคิดที่ก้าวหน้า ก้าวหน้ามากเกินไป เพราะเดิมที กกต.เขียนไว้เปิดให้มีการรณรงค์อย่างเต็มที่ กกต.ตั้งงบประมาณไว้ 50 ล้านบาทสำหรับกลุ่มที่รับและอีก50 ล้านบาทสำหรับกลุ่มไม่รับ เมื่อไปพิจารณาในขั้นกฎหมาย หลายคนอาจมองว่าก้าวหน้าเกินไปไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ตอนนี้จึงถูกตัดออก โดยอุดมการณ์ของตนประชามติต้องเปิดเผย เป็นไปตามหลักสากล แต่ภายใต้ข้อจำกัดที่กกต.ทำอะไรไม่ได้" นายสมชัยกล่าว
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สปท. กล่าวว่า สิ่งที่กกต.ทำก็เป็นไปตามกฎหมาย การที่กกต.จะทำหน้าที่ตรงนี้ ช่วงแรงประชาชนอาจเข้าใจหรือไม่เข้าใจ บางคนรู้อยากลองของหรืออยากทำให้เกิดความวุ่นวาย กกต.จึงลำบาก เพราะอยู่ในช่วงการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้ ปฏิบัติก็มีผลกระทบ เป็นห่วงแนวทาง กกต.เองว่าควรคุยกันภายในให้ตกผลึก ตอนแรกมี 6 ข้อ 8 ข้อ ตอนหลังนายสมชัยมาช่วยขยายเป็น 10 ข้อ 10 ข้อ ประชาชนอาจทำผิดทำถูกได้ บางทีอธิบายเรื่องเดียวกัน แต่ชาวบ้านผู้ปฏิบัติอาจสับสนได้ อยากให้กกต.ออกมาให้ตรงกันตกผลึกในคณะกรรมการจะได้แก้ความสับสนได้
ขณะที่หลักการทำประชามติวางหลักสำคัญในมาตรา 7 พ.รบ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ที่ประชาชนสามารถแสดงความเห็นโดยสุจริตแต่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ก็ต้องไปดูกฎหมายอื่นอีก เสรีภาพในการแสดงความเห็นโดยสุจริตถ้าเราให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้ ต้องไม่ใช่แค่อะไรทำได้-ไม่ได้ พื้นฐานคือต้องทำได้ทุกเรื่อง
นายเสรีกล่าวอีกว่า ประชามติกฎหมายห้ามสำคัญคืออยู่ในมาตรา 61 ยิ่งอธิบายละเอียดจะยิ่งแคบลงเรื่อยๆ ส่วนใหญ่กฎหมายจะไม่เขียนรายละเอียดไว้ แต่จะเขียนวางหลักการแล้วให้ไปตีความ การตีความก็ดูว่าข้อความในกฎหมายเขียนอะไร บางครั้งไม่ต้องตีความมากเพราะเขียนไว้ชัดเจนอย่างเช่นห้ามหยาบคาย สิ่งเหล่านี้ควรอธิบาย วิธีการคือยึดหลักตัวบทเป็นหลัก การอธิบายในมาตรา 61 ถ้าตัวไหนชัดแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงมาก ถ้าคำไหนยังคลุมเครือก็อธิบาย ยกตัวอย่างประกอบเพื่อทำความเข้าใจว่าห้ามอะไร แม้จะยกตัวอย่างได้ไม่ครบ แต่ก็ต้องทำให้อยู่บนหลักของบทบัญญัติ ความชัดเจนไม่ใช่เรื่องง่าย ที่บอกห้ามรณรงค์ ตนก็พยายามหาแต่ไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในกฎหมายดังกล่าว เพราะเรื่องอาญาข้อห้ามต้องเขียนให้ชัดในข้อกฎหมาย ความผิดจะต้องมีเขียนในกฎหมายให้ชัดเจน และการทำประชามติต้องไม่ใช่อยุ่ในบรรยากาศของความหวาดกลัว ไม่ใช่กลัวว่าจะเสี่ยงคุกเสี่ยงตารางอยู่ตลอดเวลา
ด้านนายไพโรจน์ พลเพชร นายกสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า เราอยู่ภายใต้สถานการณ์ไม่ปกติ กฎหมายก็ต้องไม่ปกติ แต่เราจำเป็นต้องพูดหลักการสำคัญเพื่อให้ประชาชน สังคม เข้าใจว่าประชามติคือการคืนอิสระให้ประชาชนต่อการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะอนุมัติรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือประชาธิปไตยพื้นฐานที่สำคัญที่สุด จึงจำเป็นที่กระบวนการต้องได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับ มิเช่นนั้นจะเกิดปัญหาขึ้นมา ทั้งนี้สิ่งที่ประชาชนควรได้รับมี 3 ประการคือ 1. ประชาชนต้องมีสิทธิในการลงประชามติที่อิสระ ไม่อยู่ภายใต้บรรยากาศความกลัว ถูกข่มขู่ คุกคามทุกรูปแบบ หรือถ้าใช้หน่วยงานรัฐไปกระทำการชี้แนะ อย่างใดอย่างหนึ่งเท่ากับว่าประชาชนกำลังตกภายใต้ความไม่อิสระที่เพียงพอ 2. ต้องมีระยะเวลาที่เพียงพอเพื่อให้ประชาชนได้ถกเถียง ครุ่นคิด แลกเปลี่ยนในเนื้อหารัฐธรรมนูญ ได้อย่างมีสติปัญญา และ3. ประชาชนต้องได้ข้อมูลข้อมูล 2 ด้าน อย่างทั่วถึง เพียงพอ ให้เขาสามารถวิเคราะห์ข้อมูลเองได้
"ข้อสังเกตในมาตรา 10 ของพ.ร.บ.ประชามติ ถ้าเป็นกรธ. หรือหน่วยงานที่สนับสนุนจากกรธ. ให้จึงถือว่าไม่ใช่การจูงใจในการให้ประชาชนลงประชามติอย่างใดอย่างหนึ่ง ถามว่าการให้ข้อมูลของกรธ.จะวิเคราะห์ในด้านลบหรือไม่ ขณะที่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยหรือเห็นต่างกลับมีข้อจำกัด ควบคุมตัวเนื้อหาการพูด รวมทั้งควบคุมวิธีการ อย่างการจัดเวทีสัมมนาอภิปรายต้องมี 3 หน่วยงานมารองรับ ทำไมองค์กรอื่นจึงจัดไม่ได้ ถ้าทำแล้วไม่ก่อให้เกิดความวุ่นวายจะด่าร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้หรือ ไปยืนไม่รับรัฐธรรมนูญ 10 คน จะก่อให้เกิดความวุ่นวายตรงไหน แท้จริงประชามติต้องเปิดโอกาสอย่างเต็มที่ ชาวบ้านอาจพูดหยาบคายได้ หรือรัฐธรรมนูญศักดิ์สิทธิจนพูดหยาบคาบใส่ไม่ได้ และห้ามเช่นนี้ก็ส่งผลให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง นั่นเท่ากับว่าทำให้ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างแท้จริง"นายไพโรจน์ กล่าว
นายไพโรจน์ กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.ประชามติรัฐธรรมนูญ 2550 แทบไม่ได้มีการมาควบคุมเนื้อหาการพูด ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายเห็นต่าง ตัวกฎหมายไปจำกัดตั้งแต่ต้น ครั้งนี้การที่บอกกรธ.ชี้แจงข้อมูลแล้วบอกว่าไม่เป็นการจูงใจนั้น สิ่งนี้เป็นการจูงใจโดยตรง ซึ่งถือว่าไม่ใช่บรรยากาศการลงประชามติเลย การอ้างแต่ความมั่นคง ทั้งที่เราต้องอยู่กับรัฐธรรมนูญนี้ ความขัดแย้งไม่มีทางคลี่คลายในบรรยากาศแบบนี้ เราไม่ได้ให้ความเสมอภาคและความเป็นธรรม







