
"วิชาโฮมสเตย์"...หลักสูตรเรียนรู้ปูทางสู่อนาคตของเด็กชาวตราด
ไอเดียปฎิรูปการศึกษา "ตราดโมเดล" สร้างเด็กให้ตรงกับอาชีพที่ตลาดต้องการ
โดย..วรรณโชค ไชยสะอาด
ความพยายามยกระดับการศึกษามีอยู่ทั่วไปในทุกประเทศ บ้างเชื่อว่าต้องยกคุณภาพของครูเป็นอันดับแรก บ้างก็ว่าต้องลดขนาดชั้นเรียนให้เล็กลง บ้างเสนอให้เพิ่มเงินเดือนครู หรือบ้างก็บอกว่าถ้าเรียนจบ ป.6 เกรดต่ำกว่า 2.5 ต้องจ่ายค่าเทอม ม.1 เอง ฯลฯ
ล่าสุดตัวอย่างเเนวทางยกระดับการศึกษาครั้งใหม่เกิดขึ้นที่จังหวัดตราด เมื่อสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน (สสค.) ชูประเด็น "เรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาด" ขึ้นมานำเสนอ
งานนี้ดึงดูดความสนใจจากทุกฝ่ายได้ไม่น้อย
อย่าเสียเวลากับสิ่งที่ไม่ใช่
"ตราด" เป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของไทย ร่ำรวยด้วยทรัพยากรธรรมชาติ ทว่าปัจจุบันกำลังประสบปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการไร้คนรุ่นใหม่สานต่ออาชีพจากคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ นอกจากนี้ทางโน้มของเยาวชนที่ไม่เรียนต่อจนจบการศึกษาภาคบังคับในแต่ละปียังมีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เรื่องนี้กลายเป็นโจทย์ใหญ่ให้สสค.จับมือกับ คณะกรรมการปฎิรูปการเรียนรู้เชิงพื้นที่ จ.ตราด นำเสนอประเด็น “การประสบความสำเร็จในอาชีพโดยไม่ต้องพึ่งใบปริญญาบัตร” หวังสร้างเด็กในพื้นที่ขึ้นมาตอบโจทย์อาชีพที่มีอยู่ในชุมชน
“ที่ผ่านมา ทุกคนเข้าใจตรงกันว่าเราหลงทางเรื่องการเรียนการศึกษามานาน เรียนกันเยอะมาก แต่เวลาทำงานจริงกลับใช้ความรู้ที่เรียนมานิดเดียว ถึงแม้วิชาที่เรียนกันมามีความสำคัญ แต่เป็นเรื่องที่สามารถเรียนรู้ทีหลังได้ ทำงานก่อนแล้วค่อยไปเรียนต่อในระดับปริญญาตรีหรือโท จะทำให้เรียนได้ง่ายขึ้น เพราะมีประสบการณ์จากการทำงานเป็นตัวช่วย” เสียงจาก ผอ.ธันยา หาญพล ประธานคณะกรรมการปฎิรูปการเรียนรู้เชิงพื้นที่ จ.ตราด
เขาบอกต่อว่า คณะทำงานได้วิเคราะห์สถานการณ์ร่วมกันจนได้ข้อสรุปว่า กลุ่มอาชีพที่เหมาะสมกับบริบทของตราดเพื่อรองรับการเป็นเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ คือ กลุ่มอาชีพธุรกิจและการค้าชายแดน กลุ่มอาชีพด้านการท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงไปสู่นานาชาติ และกลุ่มอาชีพเกษตรกรรมที่เน้นการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพมาตราฐาน กลุ่มอาชีพเหล่านี้จะถูกนำไปเป็นวิชาเรียนในโรงเรียนให้เด็กๆได้เรียนรู้ และค้นหาศักยภาพและความสนใจของตัวเองในเรื่องอาชีพ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่โลกของการทำงานจริงต่อไป
"วิชาโฮมสเตย์" พื้นฐานธุรกิจพันล้าน
หนึ่งในโรงเรียนที่กำลังเดินตามโมเดลดังกล่าวคือ เกาะกูดวิทยาคม โรงเรียนมัธยมขนาดเล็กที่มีนักเรียนราว 100 คน เลือกเปิดหลักสูตร "โฮมสเตย์" ขึ้นมาเพื่อฝึกทักษะให้กับนักเรียน จนสามารถสร้างโอกาสต่อยอดเป็นอาชีพประจำในอนาคต
กมลวรรณ อนันต์ ผอ.โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม เผยว่า เปิดหลักสูตรโฮมสเตย์ขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมพัฒนาทักษะให้เด็กๆ ก่อนเข้าสู่โลกของการทำงานจริง
"เรามีโฮมสเตย์ในพื้นที่ของโรงเรียนมานานแล้ว และเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวจริง มีเด็กนักเรียนเป็นพนักงานคอยดูแลในส่วนต่างๆ ทั้งการต้อนรับส่วนหน้า การดูแลห้องพัก การจัดการอาหารและเครื่องดื่ม ประสบการณ์จริงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งในวิชาเรียน เป็นหลักสูตรท้องถิ่นที่สอดคล้องกับบริบท และแนวทางการพัฒนาของจังหวัด"
ผอ.โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ชี้ว่า สิ่งสำคัญในการพัฒนาทักษะอาชีพคือ บุคลิกภาพและภาษาอังกฤษ ซึ่งยอมรับว่า รร.ยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากมีงบประมาณจำกัดและขาดบุคลากรที่มีศักยภาพเพียงพอ โดยอนาคตมีแผนร่วมมือกับภาคเอกชน อาจมีโครงการให้ทุนการศึกษาแลกกับการทำงานจริงในสถานประกอบการ ซึ่งถือว่าได้ประโยชน์ทุกฝ่าย
สำหรับผู้เรียนอย่าง ภิรมณ์วรรณ คุ้มปลี นักเรียนชั้น ม.4 บอกด้วยรอยยิ้มว่า ครอบครัวมีโฮมสเตย์อยู่แล้ว จึงอยากเรียนรู้ทักษะเกี่ยวกับการโรงแรมเเละการบริการให้เต็มที่เพื่อนำไปพัฒนากิจการที่ตัวเองเป็นเจ้าของต่อไป
"ไม่ได้อยากไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ เพราะบ้านหนูมีโฮมสเตย์อยู่แล้ว โตขึ้นไปก็อยากดูแลให้ดี เจริญก้าวหน้า มีมาตราฐานและคุณภาพตามที่นักท่องเที่ยวทุกคนพอใจ สำหรับหนู การที่ได้เรียนวิชาโฮมสเตย์ตั้งแต่มัธยมต้น ทำให้เราได้เรียนรู้ทักษะที่จำเป็นต่ออนาคตจริงๆ ไม่เสียโอกาสและเสียเวลาในการเรียนรู้"
สกุณี ไชยสิศาล นักเรียนวัย 16 ปี บอกว่า ดีใจมากที่โรงเรียนมีวิชาโฮมสเตย์ให้ฝึกทักษะและพัฒนา เพราะโตขึ้นอยากเป็นผู้ประกอบการในอนาคตอยู่แล้ว
"เราเรียนกันสัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 3 ชั่วโมง เรียนหลากหลายมาก ตั้งแต่การต้อนรับแขก การดูแลความสะอาดเรียบร้อยห้องพัก พับผ้าห่ม ปูที่นอน ตลอดจนเรื่องบุคลิกภาพ พอถึงช่วงปิดเทอมก็จะพากันไปสมัครตามรีสอร์ท และโฮมสเตย์ต่างๆ แลกกับค่าจ้างและประสบการณ์แบบมืออาชีพ เรียนจบ ม.6 เมื่อไหร่หนูตั้งใจว่าจะไปเรียนต่อด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม ทำงานเป็นลูกจ้าง พอเก็บเงินได้สักก้อน ฝันว่าจะกลับมาลงทุนเปิดรีสอร์ทหรือโฮมสเตย์เป็นของตัวเองที่เกาะกูดนี่แหละค่ะ"
ภาคเอกชนขานรับพร้อมพัฒนาแรงงาน
นอกจากภาครัฐและคนท้องถิ่นแล้ว โมเดลนี้จะสำเร็จไม่ได้เลยหากขาดความร่วมมือกับภาคเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่
เครือฟ้า สัมฤทธิ์ ผู้จัดการปีเตอร์แพนรีสอร์ท ระบุว่า ปัจจุบันแรงงานส่วนใหญ่พื้นที่เกาะกูดกว่า 90 % เป็นแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทางรีสอร์ทยินดีมากหากได้เป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือ ส่งเสริมให้คนในชุมชนมีงานทำ
"ยินดีแน่นอน ถ้าได้มีโอกาสช่วยเหลือ ส่งเสริมอาชีพให้กับคนในพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะการทำงานตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการ ส่วนตัวเชื่อว่าหาก รร.และรีสอร์ทร่วมมือวางแผนกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เกาะกูดจะกลายเป็นพื้นที่ที่เข้มแข็ง เจริญรุ่งเรือง เต็มไปด้วยเเรงงานที่มีความรู้ความสามารถ เเละรู้จักวัฒนธรรมท้องถิ่นของตัวเองเป็นอย่างดี"
พงษ์อนันต์ ขันเงิน ผู้จัดการดูแลห้องพักไฮซีซั่นพูลวิลล่า ชี้ว่า นอกจากคุณภาพและความสามารถในการทำงานแล้ว ภาษาอังกฤษถือปัจจัยสำคัญที่ควรส่งเสริมให้กับนักเรียนในพื้นที่อย่างเร่งด่วน
"รีสอร์ตเห็นความสำคัญของการพัฒนาการศึกษาให้นักเรียนมีทักษะ เป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการในพื้นที่ อย่างไรก็ตามเเนะนำว่า ทางโรงเรียนควรเร่งพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน เนื่องจากเกาะกูดเป็นเมืองท่องเที่ยว ภาษานับเป็นปัจจัยและทักษะสำคัญสำหรับงานบริการ"
ขณะที่หลายคนดิ้นรนอย่างหนักกว่าจะเรียนจบระดับชั้นปริญญาตรี เพื่อแลกกับเงินเดือนหนึ่งหมื่นห้าพันบาท หนำซ้ำบางคนยังตกงาน เพราะตลาดแรงงานดันไม่ต้องการวิชาที่ร่ำเรียนมา เเต่สำหรับคนในจังหวัดตราดแล้ว ไม่เเน่ว่าอนาคตปัญหาเหล่านี้อาจไม่เกิดขึ้นกับพวกเขา.







