
ตีตรา เหมารวม-สัญชาตญาณไม่ใช่ความจริง
ครั้งหนึ่ง เมื่อเปิดเทอมใหม่ที่จีน พอเหล่าซือรู้ว่าผมเป็นคนไทยก็พูดโพล่งขึ้นมาว่าตอนเธอไปเที่ยวที่เมืองไทย
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์
ครั้งหนึ่ง เมื่อเปิดเทอมใหม่ที่จีน พอเหล่าซือรู้ว่าผมเป็นคนไทยก็พูดโพล่งขึ้นมาว่าตอนเธอไปเที่ยวที่เมืองไทยเธอโดน “คนไทย” หลอก ผมถามว่า ยังไงหรอครับ
เธอเล่าว่า เธอมาเที่ยวที่กรุงเทพฯ กับครอบครัว ไปที่พระบรมมหาราชวังช่วงเช้า พอสายๆ จะไปที่วัดอรุณต่อ เธอเดินออกมาจากพระบรมมหาราชวัง คิดว่าวัดอรุณอยู่ใกล้ๆ เมื่อข้ามถนนเห็นเจ้าหน้าที่ที่คอยโบกให้คนข้ามแต่งตัวคล้ายตำรวจ จึงเข้าไปถามว่า วัดอรุณไปทางไหน
เจ้าหน้าที่คนนั้นไม่พูดไม่จาสักคำ ชี้มือชี้ไม้และส่งสายตาไปทางคนขับตุ๊กตุ๊กที่จอดรอคิวอยู่ ท่าทางคือให้ไปถามคนนู้น เธอเห็นว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ถ้าแนะนำให้ไปถามตุ๊กตุ๊กก็คงน่าไว้ใจได้ในระดับหนึ่ง
ที่จีน เจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการมีเครดิตกับประชาชนดีพอควร
เธอเข้าไปถามคนขับตุ๊กตุ๊กคันนั้น เขาจึงบอกเธอว่า ตอนนี้นักท่องเที่ยวยังเข้าวัดไม่ได้ เพราะวัดอรุณปิดพักเที่ยง
ผมปล่อยยิ้มเหวอๆ
ตุ๊กตุ๊กบอกว่า เอาอย่างงี้ เที่ยงนี้จะพาเธอกับครอบครัวไปภูเขาทองก่อน แล้วเมื่อวัดอรุณเปิดตอนบ่าย ค่อยพากลับมาส่ง เธองงๆ แล้วจึงตกลงค่าใช้จ่ายกัน ซึ่งดูไม่แพง
ตุ๊กตุ๊กออกตัวไปได้สักพัก คนขับบอกว่าจะพาเธอไปดูเพชร...
เธอรู้ตัวว่าโดนหลอก จึงปฏิเสธเสียงแข็ง ซึ่งผมเดาว่าคงแข็งมาก
ลืมบอกไปว่าเธอเป็นสาวร่างใหญ่ เสียงดัง พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ถึงอย่างนั้นก็ตามเธอเป็นคนเดียวในครอบครัวที่พูดภาษาอังกฤษคล่อง เธอจึงมีหน้าที่โวยวายอยู่คนเดียว
ยื้อกันสักพัก ตุ๊กตุ๊กยอมพาเธอกลับมาส่งที่เดิม แล้วปล่อยให้เธอเดินไปวัดอรุณเอง
แล้วเธอจึงรู้ว่า วัดอรุณอยู่ใกล้แค่เอื้อม และไม่พักกลางวัน
เธอขมวดปมจบแบบไม่แฮปปี้ว่า ไม่นึกเลย ที่เคยคิดว่าเมืองไทยเมืองพุทธ ผู้คนใจดีจะหลอกกันแบบนี้
ถ้าคุยเป็นการส่วนตัวผมคงรู้สึกอายแค่ในระดับหนึ่ง แต่นี่เป็นการคุยให้เพื่อนนานาชาติทั้งชั้นได้ยิน ผมนี่หน้าเย็นไปหมด
ยังดีที่เธอยังมี ป.ล. ต่อ
เธอบอกว่า แต่คนที่ภูเก็ตก็ดีนะ เธอซื้อขนมให้ลูก ตอนสับสนเรื่องทอนเงิน สุดท้ายแม่ค้าก็ไม่เคยคิดจะฉวยโอกาสโกงเงินเธอเลย
สำหรับชาวจีนพ่อค้าแม่ค้ามีเครดิตต่ำเตี้ยพอตัว
แล้วเธอก็ทิ้งคำถามกับผมกลางห้องว่า “ทำไมคนไทยถึงเป็นอย่างนี้ได้ล่ะ” ดูท่าเธอผิดหวังมาก ที่จริงมันไม่ใช่คำถาม แต่เป็นคำตัดพ้อ ผมได้แต่ยิ้มเจื่อน แล้วอธิบายว่า มันแล้วแต่สถานที่ แล้วแต่ตัวบุคคล
ด้วยศักยภาพภาษาจีน กับสติของผมตอนนั้น ผมทำได้ดีที่สุดแค่นี้ครับ ททท.
ที่ต้องบอกอีกเรื่อง คือ การพูดแบบนี้หน้าชั้นเรียนนานาชาติเหมือนการประจาน แต่ผมขอแก้ตัวแทนอาจารย์ท่านนี้หน่อยว่า เธอมีบุคลิกโผงผาง ตรงไปตรงมา เป็นปกติ เธอคงไม่ได้มีเจตนาแบบนั้น
ผมเองท่องเที่ยวในจีนก็มีประสบการณ์โดนหลอก โดนโกง แต่ละทีก็คิดว่าผิดเป็นครู
จนครูผมเต็มประเทศจีนไปหมด
ที่จริงแค่ย้อนกลับไปแค่ครึ่งเทอม ผมเพิ่งเล่าให้เหล่าซืออีกคนฟังว่า ที่ผมลาไปเที่ยวมามันไม่ค่อยสนุก เพราะโดน “คนจีน” หลอก
เหล่าซือท่านนั้นทำหน้าสงสารปนยิ้มเจื่อนๆ พอผมเล่าเรื่องราวให้เธอฟัง เธอก็ได้แต่แก้ต่างแทนเพื่อนร่วมชาติพอประมาณ
พอโดนกับตัวบ้างจึงเข้าใจสีหน้าและอารมณ์ของเหล่าซือเมื่อเทอมที่แล้ว
ประสบการณ์การท่องเที่ยวคือการพบปะระยะสั้น แต่ประสบการณ์แบบนี้ก็ทำให้คนจำนวนมากฝังใจระยะยาว
คนคนหนึ่งไปเที่ยวญี่ปุ่น พบชาวญี่ปุ่นต้อนรับนักท่องเที่ยวอย่างดี บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน ก็จะสรุปประสบการณ์ตนเองเชื่อมโยงกับญี่ปุ่นทั้งประเทศ ว่า “คนญี่ปุ่น” อัธยาศัยดี มีมารยาท รักความสะอาด ฯลฯ
คนคนหนึ่งไปเที่ยวจีน พบชาวจีนแซงคิว โกงตาชั่ง ก็สรุปว่า “คนจีน” ไม่ดีไม่งาม
คนคนหนึ่งมาเที่ยวไทย พบคนไทย มีน้ำใจ ก็จะเหมาว่า “คนไทย” ใจดี
หรือในทางตรงข้ามใครบังเอิญเจออีกด้าน ก็จะกลับมาสรุปประสบการณ์ในแบบตัวเอง
ความดี ความงาม ความเลวร้าย ที่แต่ละคนเจอมาทั้งหมด เป็นสถิติให้เห็นภาพของประเทศนั้นจริง แต่นั่นไม่ใช่ใบอนุมัติการตีตรา เหมารวม
อันที่จริงการเหมารวมเป็นสัญชาตญาณการระวังตัวของมนุษย์โดยกำเนิด เราหลีกเลี่ยงประกายไฟแดงโร่ทุกชนิดไว้ก่อน เพราะไฟทำอันตรายเราได้ และเราไม่มีเวลามาพิสูจน์ไฟทุกดวง
การเหมารวมคือการใช้พลังงานสมองน้อยที่สุดเพื่อหาข้อสรุปในสิ่งรอบตัวให้เร็วที่สุด เมื่อมุ่งเน้นประหยัดพลังงาน และความรวดเร็ว ย่อมซ่อนความไม่แม่นยำ นั่นก็คือเราอาจใช้มันเบื้องต้นได้ แต่ไม่ควรใช้มันอย่างยึดติดในการวิพากษ์วิจารณ์ และวิเคราะห์
ใครใช้มันซ้ำๆ จึงถือว่าเป็นคนขี้เกียจ อยากใช้พลังงานน้อยได้ข้อสรุปมากๆ
อีกอย่างดวงไฟไม่ใช่ผู้คน ผู้คนมีความหลากหลายและเป็นไปได้มากมาย วัฒนธรรมอาจมีแนวโน้มทำให้คนกลุ่มหนึ่งจะมีอะไรคล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับยุคเทคโนโลยีก้าวไกล ก็ใช่ว่าดวงไฟทุกดวงจะต้องร้อน
เลิกเหมารวม จึงเป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน มันฝืนสัญชาตญาณ
แต่ฝืนสัญชาตญาณ ไม่ได้แปลว่าฝืนความเป็นจริง
ในเรื่อง 47 โรนิน เมื่อไดเมียว อะซะโนะ นางาโมริ ตายไป ซามูไรทั้งสิ้น 47 คน จาก 300 กว่าคนที่เคยเป็นลูกน้องไดเมียว ไม่ยอมมีนายใหม่ ตั้งตัวเป็นกลุ่มซามูไรไร้สังกัด (โรนิน) แก้แค้นให้เจ้านาย ทั้งหมดอาจฝังหัวเราว่าซามูไรชาวญี่ปุ่นทั้งหลายซื่อสัตย์ ภักดี ถวายชีวิต
แล้วซามูไรเจ้านายเดียวกันอีกเกือบ 200 นาย ที่แยกย้ายไปมีเจ้านายใหม่ตามปกติ เขาไม่ใช่ซามูไรญี่ปุ่นหรือ
โลกของคำพูดเหมารวมจึงเป็นโรคที่ต้องระวัง เพราะเรามักมองข้ามความเหมือนกันจำนวนมาก แล้วไปให้น้ำหนักกับความสะดุดตาจำนวนน้อย
โดยเฉพาะเมื่อเราเหมารวมกลุ่มผู้คนซึ่งต่างมีความรู้สึกรู้สา และการเหมารวมนั้นเป็นการปิดกั้นประสบการณ์ใหม่ๆ ปิดกั้นความเข้าใจและคำอธิบายของอีกฝ่าย เป็นแก้วเต็มใบประเภทหนึ่ง
การเหมารวมความมีปัญหาของเขา จึงกลายเป็นปัญหาของเราเอง ปัญหาของการปิดกั้น ปัญหาของความคับแคบ หลายครั้งเรายังถูกหลอกใช้เป็นอาวุธทิ่มแทง และสร้างศัตรู ด้วยการสร้างภาพเหมารวมให้อีกฝ่าย
การเหมารวมแบบเผลอไผลยังไปทำร้ายจิตใจหรือเพิ่มความกดดันให้กลุ่มคนที่เหลือโดยใช่เหตุ
และเมื่อโดนกับตัวก็จะรู้ว่า การแบกภาระของกลุ่มตัวเองทั้งกลุ่มเป็นเรื่องหนัก และการเหมารวมคนอื่นทั้งกลุ่มมักทำให้คนที่เหลือจำนวนมากเจ็บ







