
พล.อ.อนันตพร ‘ให้อิสระทางความคิด’
“ผมเป็นคนที่ให้อิสระทางความคิดกับข้าราชการทุกคน” เป็นวลีที่ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน
โดย...ชนิกา สุขสมจิตร
“ผมเป็นคนที่ให้อิสระทางความคิดกับข้าราชการทุกคน”
เป็นวลีที่ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน คนที่ 11 ของประเทศไทย ให้คำนิยามสรุปรวบยอดหลักคิดในการบริหารคนและบริหารงาน ในช่วงที่เข้ามาสวมหมวก รมว.พลังงาน ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2558 จนถึงปัจจุบัน
นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็เป็นเวลากว่า 8 เดือนแล้ว ที่การผลักดันนโยบายของกระทรวงพลังงานผ่านการกลั่นกรองและตัดสินใจโดยนายทหารยศพลเอก เป็นคนในสังคมส่วนใหญ่แทบไม่รู้จักนาม “บิ๊กโย่ง-พล.อ.อนันตพร” ท่ามกลางปริมาณข้อมูลด้านพลังงานจำนวนมหาศาล ตลอดจนปัญหาชุดข้อมูลที่ “สับสน” ซึ่งหลั่งไหลมาจากกลุ่มคนแทบจะทุกฝ่ายทั้งข้าราชการกระทรวงพลังงาน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม กลุ่มเอ็นจีโอ และกลุ่มทุนด้านพลังงานทั้งในและต่างประเทศ
แน่นอนว่าในห้วงระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา “พล.อ.อนันตพร” นักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 15 และนักเรียนโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า (จปร.) รุ่นที่ 26 ผู้ซึ่งคลุกคลีกับกระสุนปืนใหญ่ในช่วงเริ่มต้นชีวิตนายทหารในเหล่าปืนใหญ่ หรือเหล่ารบที่ทหารต่างเรียกขานกันว่า “ราชาแห่งสนามรบ (King of the Battle)” ที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 103 จ.นครราชสีมา และมีหน้าที่ต้องคำนวณตัวเลขหาพิกัด “ตำบลกระสุนตก” ก่อนที่จะโยกย้ายเข้าสู่สำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก จนกระทั่งขึ้นรั้งตำแหน่งปลัดบัญชีทหารบกเมื่อปี 2556
ดังนั้น การเข้ามารับตำแหน่ง รมว.พลังงาน ในยุครัฐบาลเฉพาะกิจ จึงเป็นภารกิจสุดหินสำหรับทหารอาชีพ แต่กระนั้นก็ต้องถือว่า พล.อ.อนันตพร เป็นหนึ่งในบุคคลไม่กี่คนที่ได้รับความไว้วางใจจาก “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้เข้ามารับตำแหน่งสำคัญๆ อย่างนี้ เพราะทุกวันนี้กระทรวงพลังงานจัดว่าเป็นกระทรวงเกรดเอก็ว่าได้ นั่นเพราะนอกจากจะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศแล้ว ยังต้องตัดสินใจนโยบายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจมูลค่านับล้านๆ บาท ตั้งแต่ธุรกิจปิโตรเลียมไปจนถึงกิจการไฟฟ้า
“หลายคนอาจจะมองว่าการที่เข้ามาเป็น รมว.พลังงาน ได้เพราะมีความสนิทกับ พล.อ.ประยุทธ์ แต่จริงๆ คงไม่ใช่อย่างนั้น ท่านนายกฯ คงเห็นว่าผมเคยทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) มาก่อน ซึ่งก็ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ทำงานเร็ว อะไรถูกก็ว่าถูก อะไรผิดก็ว่าผิด และจริงๆ แล้วในช่วงที่ผ่านมา ผมก็ขัดใจท่านนายกฯ หลายเรื่อง และการทำงานของผมก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว คือเป็นตัวของตัวเอง แต่จะอยู่ภายใต้กฎระเบียบที่มีอยู่ หากงานไหนทำไม่ได้ก็จะบอกก่อน แต่ถ้าทำได้แต่อาจต้องใช้เวลาบ้างก็ต้องบอกท่าน ไม่ใช่ตอบทุกอย่างแบบเอาใจ” พล.อ.อนันตพร กล่าว
เมื่อก้าวขึ้นมารับตำแหน่ง รมว.พลังงาน เต็มตัว พล.อ.อนันตพร บอกว่า หลักคิดในการทำงานและบริหารคนในช่วงที่ผ่านมา คงไม่แตกต่างจากเมื่อครั้งอยู่ที่สำนักงานปลัดบัญชีกองทัพบก เพราะต้องเข้าใจก่อนว่า ประเทศไทยมีกฎหมาย กฎระเบียบ ที่วางไว้ ดังนั้นทุกคนมีหน้าที่ของตัวเองอยู่แล้ว และตอนเข้ามารับตำแหน่ง รมว.พลังงาน ก็บอกกับทุกคนเลยว่า ขอให้ทุกคนทำตามหน้าที่ ไม่ต้องรอคำสั่ง อย่างโครงสร้างกระทรวงพลังงานก็มีปลัดกระทรวงเป็นผู้ดูแลอยู่แล้ว หากปลัดกระทรวงพลังงานมีหน้าที่อะไรก็ทำไป เพียงแต่ในระยะแรกจะประชุมร่วมกันเพื่อรับฟังนโยบายรัฐบาล และทำให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน
“ผมให้อิสระทางความคิด แต่ต้องอยู่ในกรอบนโยบายที่มีการกำหนดแผนงานว่า เรื่องไหนต้องทำก่อน หรือเรื่องไหนที่ต้องทำทีหลัง อย่างเรื่องไหนที่ประชาชนเดือดร้อนอันนี้ต้องทำก่อน ซึ่งจริงๆ แล้วข้าราชการก็ต้องทำงานแบบนี้อยู่แล้ว และผมเองใช้หลักคิดนี้มานานแล้ว โดยทำงานให้หัวหน้างานคิดแล้วมาเสนอประชุมร่วมกัน ดูว่างานไหนมีแผนอยู่ ทำได้แค่ไหน ตอบคำถามสังคมหรือไม่ ทำงานด้วยความเป็นกลาง ผมว่าไม่ว่าที่ไหนเมื่อมีรัฐมนตรีใหม่เข้ามา ข้าราชการก็ต้องดูว่ารัฐมนตรีมีหลักคิดแบบไหนอยู่แล้ว” พล.อ.อนันตพร กล่าว
ทว่า การกำกับนโยบายกระทรวงพลังงานในยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ เพราะสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างหันมาจับจ้องในเรื่องสำคัญๆ ที่ต้องรอให้กระทรวงพลังงานตัดสินใจ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางความคิดกับภาคสังคมและกลุ่มเอ็นจีโอ ทั้งเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือแหล่งปิโตรเลียมนั้น
พล.อ.อนันตพร บอกว่า “หลักการบริหารความขัดแย้ง คือ ต้องพูดจากัน ถามกันตรงๆ ถ้าเห็นว่าเรื่องไหนเป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งรุนแรง จะเลือกวิธีจัดกลุ่มหารือกันทีละกลุ่ม ดีกว่าที่จะมาตั้งวงถกพร้อมกัน เพราะไม่รู้ว่าจะมาทะเลาะกันเพื่ออะไร ซึ่งสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ คือ ต้องรู้ว่าคุณทำเพื่ออะไร ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อตัวเอง หรือทำเพื่อองค์กร นี่คือหลักการทำงานของผม ผมไม่ได้ไปสั่งการว่าผมต้องการอะไร หรืออยากได้ประโยชน์อะไร แต่ถ้าจะสั่งก็เพราะอยากให้งานมันออกมาดี”
เมื่อถามว่าในช่วง 8 เดือนนับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งมีเรื่องใดที่ทำให้หนักใจบ้าง พล.อ.อนันตพร ตอบว่า จริงๆ ก็มีหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 และกฎหมายปิโตรเลียม ที่ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา และคาดว่าจะนำร่างกฎหมายปิโตรเลียมทั้งสองฉบับเสนอเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ในอีกไม่ช้า และคาดว่าจะเสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ประมาณเดือน พ.ค.นี้
สำหรับประเด็นที่พ่วงมากับการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ คือ การบริหารแหล่งสัมปทานปิโตรเลียม 2 แห่ง คือ แหล่งเอราวัณ ที่บริษัท เชฟรอน ได้รับสัมปทานไปจนถึงปี 2566 และแหล่งบงกช ที่บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (ปตท.สผ.) ได้รับสัมปทานไปจนถึงปี 2565 ว่าจะบริหารจัดการแบบใด เพราะก่อนหน้านี้มีเสียงจากหลายส่วนที่เสนอให้ภาครัฐนำรูปแบบการแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) และการรับจ้างผลิต (Service Contract) แทนระบบสัมปทาน (Concession Contract) เนื่องจากมีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองอีกนับสิบปี
พล.อ.อนันตพร กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จริงๆ แล้วสัมปทานก็เหมือนคลื่นความถี่ จะใช้วิธีประมูลหรือวิธีไหน มันอยู่ที่ว่าคนที่มาประมูลต้องมั่นใจว่ามีสินค้าที่ดีจะขายหรือเปล่า แต่กรณีแหล่งปิโตรเลียม 2 แหล่งที่จะสิ้นสุดสัมปทานในปี 2565-2566 นั้น ยืนยันว่าภาครัฐจะเปิดโอกาสให้ทั้งรายใหม่และรายเก่าเข้ามาเสนอราคาแข่งขันกัน ส่วนประเด็นที่ว่ารายเก่าจะได้เปรียบรายใหม่นั้น ก็เป็นธรรมดา แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ให้รายเก่าและรายใหม่เสนอราคามา เพราะแม้ว่าทิศทางราคาน้ำมันจะอยู่ในระดับต่ำ แต่เชื่อว่าจะมีคนสนใจสัมปทานทั้งสองแหล่งแน่
ส่วนกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา จ.สงขลา พล.อ.อนันตพร ยืนยันว่า ทุกอย่างต้องทำตามขั้นตอน โดยขณะนี้เรากำลังรอการพิจารณาของคณะกรรมการไตรภาคีที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหารือร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปที่ชัดเจน โดยกำหนดการทำงานไว้ 8 เดือน และขณะนี้ใช้เวลาไปแล้ว 4 เดือน
“ในหลักการแล้ว การสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อยากให้ประชาชนในพื้นที่เป็นผู้ที่ตอบโจทย์มากกว่าว่าอยากให้สร้างหรือไม่ให้สร้าง ใครที่ไม่เกี่ยวข้องไม่ต้องไปคิดแทน ส่วนเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมปีนี้จะมีความชัดเจนแน่นอน แต่ต้องยอมรับว่าทั้งเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน และการเปิดให้สำรวจและผลิตปิโตรเลียม เป็นสองเรื่องหลักๆ ที่หนักใจ และที่ว่าหนักใจนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะอะไร แต่ไม่เพราะทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ เพราะหลักการทำงานของผมคือ ชอบทำงานให้ได้ตามเป้าหมาย จะช้าจะเร็วขอให้เป็นไปตามเป้าหมายก็พอ เหมือนมีตัวชี้วัดผลงานของตัวเอง ซึ่งต้องยอมรับว่า งานที่ช้าหลายเรื่องล้วนมาจากปัจจัยภายนอกทั้งนั้น”
เหล่านี้คือหลักคิดในการบริหารงาน บริหารคน และบริหารความขัดแย้งของ รมว.พลังงาน “บิ๊กโย่ง-พล.อ.อนันตพร” ที่ต้องเข้ามาตัดสินใจเรื่องสำคัญที่ชี้เป็นชี้ตายอนาคตของประเทศได้เลยทีเดียว เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องใหญ่ หากตัดสินใจพลาดครั้งเดียวอาจนำมาซึ่งหายนะที่ใหญ่หลวง







