posttoday
ปรัชญาว่าด้วยความเชื่อและความหวัง

ปรัชญาว่าด้วยความเชื่อและความหวัง

01 พฤษภาคม 2559

ความเชื่อกับความหวังเป็นสิ่งเดียวกัน ความเชื่อก่อให้เกิดสติปัญญาและการเรียนรู้ ส่วนความหวังก็เป็นผลจากความเชื่อ

โดย...ทวี สุรฤทธิกุล

ความเชื่อกับความหวังเป็นสิ่งเดียวกัน

ความเชื่อก่อให้เกิดสติปัญญาและการเรียนรู้ ส่วนความหวังก็เป็นผลจากความเชื่อที่ทำให้มนุษย์คิดเชื่อมโยงไปในเรื่องราวต่างๆ ทำให้อยากมีชีวิตอยู่และเรียนรู้ไปเรื่อยๆ อย่างคำฝรั่งที่ว่า Still Hope, Still Life. คือตราบที่ยังมีหวัง ชีวิตก็ยังตั้งมั่นอยู่ไปได้เรื่อยๆ

ความเชื่อทำให้มนุษย์แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ที่ขาดความเชื่อ คือ “คิดไม่เป็น” โดยที่นักวิทยาศาสตร์ด้านวิวัฒนาการของมนุษย์ “เชื่อว่า” (แสดงว่ายังสามารถเรียนรู้และพิสูจน์ในเรื่องนี้ต่อไปได้อีกมาก) ด้วยเหตุที่มนุษย์มีสมองขนาดใหญ่ และมีโครงสร้างสมองที่ซับซ้อนกว่าสัตว์อื่นๆ ทำให้มีกระบวนการด้านการคิดหรือการใช้สมองเพื่อการเรียนรู้ได้ดีกว่า ทำให้มนุษย์มีสติปัญญา (Intelligence) เหนือกว่าสัตว์ทั้งหลาย ทั้งนี้ยังสามารถพัฒนากระบวนการคิดไปได้เรื่อยๆ ที่เรียกว่า “การสร้างสรรค์” (Creation)

ในส่วนของนักสังคมวิทยาก็ “เชื่อว่า” (ยังสามารถศึกษาในเรื่องนี้ได้อีกมาก) ด้วยเหตุที่มนุษย์มีความสามารถในการสื่อสาร ด้วยการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดสารหรือสาระต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ภาษาและสัญลักษณ์เพื่อให้เกิดความรู้และความเข้าใจระหว่างกันได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มนุษย์มีความแนบแน่น เกิดการรวมกลุ่ม อย่างที่เรียกว่า “สังคม” ที่มีกิจกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างกันซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้สังคมมนุษย์มีความหลากหลาย เกิดการ “วิวัฒน์และพัฒนา” (Evolution and Development) เป็นเมือง เป็นประเทศ รวมถึงความเชื่อความคิดที่สร้างลัทธิและระบอบการเมืองการปกครองต่างๆ นั้นด้วย

ผู้เขียนขออธิบายเรื่องของความเชื่อ (รวมถึงความหวังที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนี้) เฉพาะที่มีการศึกษาไว้ในทางรัฐศาสตร์ ซึ่งคนที่เรียนวิชารัฐศาสตร์มาจะทราบว่า “ครอบครัว” คือสังคมการเมืองที่มีขนาดเล็กที่สุด และการเรียนรู้ระหว่างคนในครอบครัวนี่เองที่ส่งผลต่อการกำหนด “บุคลิกภาพ” ของผู้คน (บุคลิกภาพ-Personality นี้หมายถึงสิ่งที่กำหนดความเป็นตัวตนของคนคนนั้น เช่น เป็นคนดี คนเลว คนเก่ง คนขี้เกียจ ฯลฯ) ซึ่งบุคลิกภาพนี้จะประกอบด้วย “ความเชื่อและความคิด” (ความเชื่อหมายถึงการรับรู้ที่ยังไม่ได้วิเคราะห์ตรึกตรอง แบบใครบอกอะไรมาก็เชื่อตามๆ กันไป ส่วนความคิดจะมีการกลั่นกรองที่สร้างความรู้ความเข้าใจ ทั้งอาจจะด้วยสังคมรอบข้างสั่งสอนช่วยคิด หรือตัวเราคิดได้เรียนรู้ได้ด้วยกระบวนการเรียนรู้ในแบบต่างๆ) เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ

ดังนั้น สิ่งที่เป็นความเชื่อจึงมักจะปรากฏเป็น “หลักคิด” ของสังคมโดยรวมเสียเป็นส่วนใหญ่ คือสังคมสร้างขึ้นและบอกต่อๆ กัน แล้วใครที่อยากอยู่ในสังคมนั้นๆ ก็ต้องเชื่อไปด้วยกัน มิฉะนั้นก็จะอยู่ในสังคมนั้นไม่ได้ อย่างเช่น ลูกต้องเชื่อพ่อแม่ (สังคมครอบครัว) ราษฎรต้องเชื่อเจ้านาย (สังคมชาติ) อย่างนี้เป็นต้น ความเชื่อในลักษณะนี้มีปรากฏให้เห็นในหลายๆ ลักษณะ เป็นต้นว่าจารีตประเพณี ศาสนา ลัทธิธรรมเนียม และระบอบทางการเมืองการปกครองทั้งหลาย

ความเชื่อดังกล่าวนี้จะดำรงคงอยู่ได้ ต้องประกอบไปด้วยปัจจัย 2 ส่วน คือ “ความเห็นดีเห็นงาม” กับ “การส่งผลดีหรือประโยชน์สุข” (ภาษาอังกฤษใช้ว่า Consensus และ Social Benefit) โดยที่ในสมัยโบราณหรือในสังคมแบบจารีต (เช่น ครอบครัว หรือผู้นำประเทศที่มีความคิดเก่าๆ) จะมีลักษณะของ “การบังคับให้เชื่อ” นั่นก็คือคนในสังคมนั้น “ต้องเห็นดีเห็นงาม” ตามไปด้วย แม้ว่าสิ่งที่สั่งให้เชื่อนั้นจะส่งผลดีหรือเกิดประโยชน์สุขหรือไม่ก็ตาม ถ้าในสังคมการเมืองจะเรียกว่า “เผด็จการ”

สำหรับสังคมสมัยใหม่ (รวมถึงครอบครัวสมัยใหม่นั้นด้วย) ความเห็นดีเห็นงามจะเกิดขึ้นจากการใช้สติปัญญาของตนเองเป็นเบื้องต้น เพราะตนเองได้รับประโยชน์หรือสิ่งดังกล่าวส่งผลดีให้แก่ตน ร่วมกับการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสื่อสารกันในสังคมให้เป็นที่ยอมรับ ซึ่งก็จะเป็นการพิสูจน์ว่าความเชื่อของเรานั้นถูก ผิด สอดคล้อง หรือขัดแย้งกับของคนอื่นๆ ในสังคมหรือไม่ อย่างไร สังคมแบบนี้บางทีก็เรียกว่า “ประชาธิปไตย” แต่โดยทั่วไปจะเรียกว่า “สังคมแบบอารยะ” ซึ่งตรงข้ามกับสังคมที่ล้าหลัง หรือ “สังคมแบบจารีต”

ความเชื่อนี้จะไปไม่รอดหรืออาจจะล่มสลายได้โดยเร็ว ถ้าขาดเสียซึ่ง “ความหวัง” คอยหล่อเลี้ยง เพราะถ้าความเชื่อนั้นเป็นโลหิต ความหวังนั้นก็คือลมหายใจ ดังนี้ในสังคมแต่ละระดับจึงต้องมีการสร้างความหวังหรือทำให้คนมีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกัน เช่น พ่อแม่ (แบบเก่าเน้นความมั่นคง) มักจะสั่งสอนลูกว่า เป็นเด็กดีนะ เชื่อฟังพ่อแม่ แล้วก็จะมีอนาคตที่ดี หรือ (พ่อแม่ยุคใหม่เน้นการแข่งขัน) เรียนเก่งๆ ทำกิจกรรมเยอะๆ จะได้มีโอกาสมากๆ (จะได้เปรียบคนอื่นเยอะ) อย่างนี้เป็นต้น

ตอนที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ปี 2475 คณะราษฎรได้ใช้ความเชื่อแบบจารีตสร้างความหวังให้แก่คนไทย โดยในประกาศของคณะราษฎร ฉบับที่ 1 ในตอนท้ายได้กล่าวว่า “จะนำสังคมไทยไปสู่สังคมพระศรีอาริย์” จากนั้นท่านผู้นำทุกยุคก็มีการนำเสนอความหวังในรูปแบบต่างๆ ให้คนไทยเชื่อมาได้อย่างสนิทใจบ้าง ไม่สนิทใจบ้าง ขึ้นอยู่กับคนไทยจะได้ประโยชน์สุขและเห็นดีเห็นงามด้วยหรือไม่

เช่นที่เรากำลังทำประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญกันอยู่นี้

ข่าวล่าสุด

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69

โปรแกรมบอล บอลวันนี้ ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันเสาร์ที่ 17 ต.ค. 69