
โขกภาษีเครื่องดื่มหวาน ต้องเกาให้ถูกที่คัน
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเห็นชอบ
กลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาทันที เมื่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ลงมติเห็นชอบรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม สปท. เรื่อง “การป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพด้านอาหารและโภชนาการ ในประเด็นการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินเกณฑ์มาตรฐานสุขภาพ”
สาระสำคัญคือ เสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลเกินมาตรฐานที่กำหนด โดยชงการจัดเก็บภาษี 2 อัตรา ตามความเข้มข้นของน้ำตาล คือ ปริมาณน้ำตาลมากกว่า 6-10 กรัม/100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 20% ของราคาขายปลีก และปริมาณน้ำตาลมากกว่า 10 กรัม/100 มิลลิลิตร จัดเก็บภาษีในอัตราที่ทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นไม่น้อยกว่า 25% ของราคาขายปลีก เพื่อนำเงินภาษีเข้ากองทุนส่งเสริมสุขภาพและป้องกันเด็กน้ำหนักเกินและโรคอ้วน
ร้อนถึงสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย ที่มี พรวุฒิ สารสิน เป็นนายกสมาคมฯ และมีสมาชิกผู้ประกอบการเครื่องดื่มร่วม 19 บริษัท อาทิ บริษัท โคคา-โคลา บริษัท เป๊ปซี่-โคล่า บริษัท เสริมสุข และบริษัท เนสท์เล่ แสดงจุดยืนว่า สมาคมฯ มีความกังวลว่ามติดังกล่าวอาจไม่ใช่แนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงประเด็น อีกทั้งจะสร้างความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า ส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมต่อเนื่องตลอดห่วงโซ่อุปทาน และประชาชน อาจไม่ช่วยเพิ่มรายได้ของรัฐบาลในภาพรวม อีกทั้งยังเห็นว่าแนวทางการปฏิรูปที่ไม่ให้โอกาสกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น เป็นแนวทางที่ขัดแย้งต่อปรัชญาการปฏิรูปประเทศ
ขณะเดียวกัน ยังถือเป็นการผลักภาระภาษีทั้งหมดให้กับผู้บริโภคในรูปแบบของราคาขายปลีกที่สูงขึ้น 20-25% ซึ่งหากกระทรวงพาณิชย์อนุญาตให้มีการขึ้นราคาเช่นนั้นจริง ก็เท่ากับว่าจะเป็นการขัดแย้งต่อนโยบายการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน
ที่สำคัญ ทางสมาคมฯ เห็นว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ประกอบการ เพราะประชาชนทั่วไปยังบริโภคเครื่องดื่มที่มีการผลิตและจำหน่ายโดยผู้ประกอบการร้านอาหาร ร้านกาแฟ และเครื่องดื่มอีกมากมาย โดยที่เครื่องดื่มกลุ่มนี้ไม่มีภาระภาษี ส่งผลให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ดังนั้น สมาคมฯ จึงเรียกร้องให้มีการทบทวนข้อเสนอการจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มรสหวาน
แม้ว่าจะมีผู้ออกโรงคัดค้านในเรื่องดังกล่าว แต่ในขณะเดียวกัน ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจเองก็ต้องเตรียมปรับตัวรับมือ เพราะหากภาครัฐจะมีมาตรการออกมาจริงภาคเอกชนก็ต้องปฏิบัติตาม
รุ่งฉัตร บุญรัตน์ กรรมการและรองผู้จัดการใหญ่สายการขายและการตลาด บริษัท มาลีสามพราน กล่าวว่า น้ำผลไม้แท้ 100% เป็นสินค้าไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษี เนื่องจากเป็นสินค้าที่มีน้ำตาลจากธรรมชาติเป็นส่วนผสม ขณะที่กลุ่มน้ำผลไม้ 25-40% เป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาล ซึ่งบริษัทคงปรับสูตรน้ำผลไม้โดยใช้ปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าเกณฑ์กำหนด เพื่อทำให้ไม่ต้องเสียภาษี ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทำให้ผู้บริโภคมีโภชนาการและสุขภาพดีขึ้น และคาดว่ากลุ่มเครื่องดื่มอื่นๆ ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวด้วยเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ มาตรการดังกล่าวจะผลักดันให้เครื่องดื่มของไทยก้าวสู่การเปลี่ยนแปลง จากตลาดเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงไปสู่เครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลลดลง อย่างไรก็ตาม การปรับราคาสินค้าขึ้นตามภาษีที่ปรับขึ้น 20-25% ถือว่าค่อนข้างสูง ตลาดอาจจะเกิดการชะงักไประยะสั้นจากการที่ผู้บริโภคชะลอการจับจ่ายใช้สอย แต่คาดว่าในระยะยาวผู้บริโภคกลับมาซื้อสินค้าตามปกติ
ด้าน เสถียร เศรษฐสิทธิ์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คาราบาว กรุ๊ป กล่าวว่า การที่รัฐบาลจัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเป็นส่วนผสม 6-10 มิลลิกรัม/100 ซีซี ถือว่าสอดรับกับกระแสของโลกทั้งในยุโรปและอเมริกาที่จัดเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลในปริมาณมาก ซึ่งมีชาเขียวและน้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มที่ได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากใช้วัตถุดิบทางการเกษตร แต่หากต้องปรับราคาตามภาษีที่ปรับขึ้น 20-25% จะส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างแน่นอน
อนึ่ง ที่มาของข้อเสนอเรื่องการเก็บภาษีเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลสูงนั้น มาจากรายงานของคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเชื่อมโยงด้านอาหารและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ โดยอ้างอิงข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ยสูงกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 4 เท่า รวมถึงอาจทำให้เกิดปัญหาโรคอ้วน รวมถึงยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มะเร็ง ไขมันในเลือดสูง
ในรายงานฉบับดังกล่าวได้ระบุว่า รายงานของ “องค์การอนามัยโลก” ได้แนะนำให้ประเทศต่างๆ พิจารณาใช้มาตรการภาษี เพื่อจัดการกับโรคเรื้อรังและโรคอ้วน โดยเฉพาะอาหารที่ผสมน้ำตาล ไขมัน โซเดียม และพลังงานสูง โดยยืนยันจากหลักฐานทางวิชาการว่ามีความคุ้มค่า โดยในประเทศฝรั่งเศส รัฐสภาได้อนุมัติให้เพิ่มภาษีน้ำอัดลมตั้งแต่ปี 2555 จำนวน 3-6 ยูโรเซนต์/ลิตร ทำให้ได้งบประมาณเพิ่มมากกว่า 156 ล้านเหรียญสหรัฐ
ศ.เกียรติคุณ พญ.วรรณี นิธิยานันท์ นายกสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยฯ กล่าวว่า การขึ้นภาษีเป็นการลงทุนน้อยที่สุด แต่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะเดียวกัน ยังทำให้รัฐได้รายได้เข้าสู่ประเทศมากขึ้นอีกด้วย และเชื่อว่าจะทำให้ผู้ผลิตหันมาใส่ใจกับผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของตัวเองมากขึ้น
ขณะที่ ทพ.ไพศาล กังวลกิจ นายกทันตแพทยสภา กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาโรคอ้วน หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน เบาหวาน หลอดเลือดสมองและหัวใจ ซึ่งปัจจุบันเป็นภาระค่าใช้จ่ายมากถึง 2.14% ของจีดีพี หรือเกือบ 2 แสนล้านบาท แล้ว ยังสามารถลดปัญหาฟันผุ รวมถึงหากคนไทยบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะสามารถช่วยให้สุขภาพดียิ่งขึ้นในระยะยาว
สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ได้สั่งการให้กรมสรรพสามิตจัดทำแผนการเก็บภาษีใน 5 ปีข้างหน้าให้แล้วเสร็จใน 2 เดือน เพื่อเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาและเห็นชอบ โดยมีเป้าจัดเก็บ 8 แสนล้านบาท จากปัจจุบันปีงบประมาณ 2559 ที่มีเป้าหมายจัดเก็บรายได้ 4.9 แสนล้านบาท โดยกรณีของเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลที่ได้ศึกษาเตรียมพร้อมไว้แล้ว และหากมีข้อมูลยืนยันทางการแพทย์ที่แน่ชัดว่าเป็นพิษกับสุขภาพจริง ก็จะเสนอรัฐบาลเก็บภาษีดังกล่าวทันที
ปิดท้ายที่นักการตลาด โดย อนุวัตร เฉลิมไชย นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้นมาจากการปรับภาษี หากนักการตลาดไม่ต้องการปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นหรือปรับให้น้อยที่สุด ก็ต้องกลับมาบริหารจัดการต้นทุน ส่วนเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอาจต้องปรับสูตรน้ำตาลให้ลดลง เพราะการเสียภาษี 20-25% ถือว่าค่อนข้างสูงในกรณีของชาเขียว โอกาสที่ผู้บริโภคหันไปดื่มเครื่องดื่มอื่นๆ ที่ขายราคาต่ำกว่าก็มีความเป็นได้สูง เพราะชาเขียวไม่ได้เป็นสินค้าจำเป็นต้องดื่ม
สุดท้ายแล้วอยู่ที่ภาครัฐว่าจะคลอดมาตรการภาษีดังกล่าวออกมาหรือไม่ แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องหาทางออกที่ทุกฝ่ายรับได้ ภายใต้การยึดโยงประโยชน์ของประชาชนส่วนรวมเป็นหลัก







