posttoday
บีโอเจไร้หนทางกดค่าเงิน พักยกมาตรการหวั่นเสียของ

บีโอเจไร้หนทางกดค่าเงิน พักยกมาตรการหวั่นเสียของ

29 เมษายน 2559

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

กลายเป็นผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายธนาคารกลาง ที่สร้างความประหลาดใจให้ตลาดทุนโลกมากที่สุดครั้งหนึ่งไปแล้ว เมื่อธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ประกาศพักยกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่อย่างเหนือความคาดหมาย ทั้งที่หลายฝ่ายลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า ญี่ปุ่นกำลังแวดล้อมไปด้วยปัจจัยลบและจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นอีกครั้ง

หลังการประชุมรอบล่าสุดระหว่างวันที่ 27-28 เม.ย.ที่ผ่านมา บีโอเจประกาศพักยกมาตรการผ่อนปรนทางการเงินรอบใหม่ โดยให้คงอัตราดอกเบี้ยติดลบเท่าเดิมลบ 0.1% และคงมาตรการซื้อคืนสินทรัพย์ (คิวคิวอี) ที่ 80 ล้านล้านเยน/ปี (ราว 26 ล้านล้านบาท) โดยไม่มีแม้แต่การให้ความหวังว่าจะอัดฉีดยารอบใหม่ให้ครั้งหน้า

ฮารุฮิโกะ คุโรดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น แถลงตามมาโดยมีใจความหลักเพียงว่า บีโอเจขอเวลาไปศึกษาผลกระทบจากนโยบายผ่อนคลายที่ผ่านมาให้ถี่ถ้วนก่อน

หากจะตีความถึงการพักยกอย่างเหนือความคาดหมายครั้งนี้อาจเป็นไปได้ว่า กรรมการนโยบายการเงินญี่ปุ่นตระหนักถึงความจริงดีว่า การผ่อนปรนรอบใหม่ ไม่ว่าจะด้วยการใช้ดอกเบี้ยติดลบเพิ่ม หรือการขยายวงเงินซื้อสินทรัพย์เพิ่มเติมนั้น “ไม่อาจช่วยกดค่าเงินเยน” หรือทำให้เศรษฐกิจพ้นจากความเสี่ยงภาวะเงินฝืดได้คุ้มค่ามากพอ เมื่อเทียบกับผลกระทบอีกด้านที่ต้องยอมแลกมา

บีโอเจนั้นเลือกที่จะเสี่ยงเดินตามนโยบายของแบงก์ชาติหลายแห่งในยุโรป ซึ่งรวมถึงธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ด้วยการใช้ดอกเบี้ยเงินฝาก (แบงก์พาณิชย์ฝากเงินกับแบงก์ชาติ) ที่อัตราลบ 0.1% พร้อมขยายคิวอีจาก 60-70 ล้านล้านเยน/ปี (19-22 ล้านล้านบาท) เป็น 90 ล้านล้านเยน/ปี มาแล้วเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา แต่ปรากฏว่า กลับไม่สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างที่ตั้งใจมากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าเงิน หรือการกู้ยืมเพื่อกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศ

ในครั้งนั้นตลาดทุนโลกตอบรับสัญญาณของบีโอเจโดยเงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐเพียงแค่ไม่กี่วัน จากนั้นก็กลับเข้าสู่ทิศทางแข็งค่าเช่นเดิม ซึ่งในปี 2016 นี้ เงินเยนแข็งค่าเหนือระดับ 10% ไปแล้ว

หากพิจารณาปัจจัยอื่นๆ แวดล้อมจะพบว่ากลไกการผ่อนปรนทางการเงินของญี่ปุ่น ไม่อาจต้านปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ ที่ส่งผลให้เงินเยนแข็งค่าอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่ต่ำจนสุ่มเสี่ยงต่อภาวะเงินฝืด ดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลมหาศาล และปัจจัยต่างประเทศที่มีผลกระทบ

ดัชนีราคาผู้บริโภค (ซีพีไอ) หรือที่เรียกกันว่าดัชนีเงินเฟ้อ ในเดือน มี.ค.ของญี่ปุ่น ปรับตัวลดลงเร็วที่สุดในรอบ 3 ปี เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 0.3% ซึ่งนอกจากปัจจัยราคาน้ำมันขาลงแล้ว
ก็ยังสะท้อนถึงการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ยังไม่กระเตื้อง จนดูแทบจะไม่มีความหวังที่ญี่ปุ่นจะขยับเงินเฟ้อได้ตามเป้าหมาย 2% ในเร็วนี้

แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อต่ำติดดินนี่เอง ที่เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งทำให้เงินเยนไม่อาจจะอ่อนค่าลงมาได้นัก เพราะระดับราคาสินค้าที่ต่ำมากเกินไป ควบคู่ไปกับการขยายตัวของค่าจ้างที่ต่ำมาก และญี่ปุ่นก็ไม่สามารถแก้ปัญหาพื้นฐานสุดคลาสสิกของตัวเองเช่นนี้ได้ง่ายๆ     

ในอีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมฐานะการคลังของญี่ปุ่นด้วยว่า รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลมหาศาล โดยเกินดุลถึง 2.434 ล้านล้านเยน (ราว 7.88 ล้านล้านบาท) เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา หรือเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าจากเดือนก่อนหน้า และเป็นการเกินดุลต่อเนื่องถึง 20 เดือนติดต่อกัน แม้จะมีฐานะที่มั่นคงดี แต่ก็สะท้อนถึงทิศทางการเติบโตที่ช้าลง เพราะมีการออมมาก แต่ไม่เน้นก่อหนี้เพื่อลงทุน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เงินเยนอยู่ในทิศทางแข็งค่าขึ้น โดยที่การผ่อนปรนทางการเงินไม่ได้ช่วยกดค่าเงินได้อย่างยั่งยืนพอ

นอกจากนี้ ต้องไม่ลืมปัจจัยต่างประเทศอย่างธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ส่งสัญญาณชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยรอบใหม่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ทำให้นักลงทุนยังมีจังหวะเข้าทำกำไรจากเงินเหรียญสหรัฐอีกระยะ เนื่องจากเป็นที่คาดว่าเฟดอาจขึ้นดอกเบี้ยเร็วที่สุดในเดือน มิ.ย. หรือ ก.ค. โดยอาจจะรอให้ผ่านการลงประชามติของอังกฤษในเดือน มิ.ย. ออกไปก่อน ดังนั้น จึงยังมีเวลาอีก 2-3 เดือน ที่จะเห็นนักลงทุนเข้ามาซื้อเงินเยน เพื่อเก็งเงินเยนที่จะแข็งค่าขึ้นอีกเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

นักวิเคราะห์บางรายอาจมองว่า การตัดสินใจของบีโอเจในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณว่าแบงก์ชาติจะไม่ยอมโอนอ่อนต่อแรงกดดันของตลาดทุนให้มีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของตัวเอง

ทว่าเมื่อตระหนักถึงสภาพแวดล้อมและปัจจัยพื้นฐานดังกล่าวที่ทำให้ญี่ปุ่นแทบไม่เหลือกลไกให้เล่นสงครามค่าเงินแบบไม่เจ็บตัวได้แล้ว และไม่มีอะไรรับประกันได้ว่า ตลาดที่เริ่มดื้อยาสเตียรอยด์ของธนาคารกลางทั่วโลกมานาน จะพลิกท่าทีกลับมาเก็งเงินเยนในทิศทางอ่อนค่าลงในเร็ววัน

ภาวะเช่นนี้จึงอาจไม่ใช่เรื่องดีนักที่แบงก์ชาติจะยอมสยบแรงกดดันของรัฐบาล ขายผ้าเอาหน้ารอดหลอกประเทศตัวเองว่าการผ่อนปรนทางการเงินอีกครั้ง-สองครั้ง จะช่วยให้ภาคการส่งออกโงหัวฟื้นขึ้นได้จากแรงหนุนอัตราแลกเปลี่ยน และช่วยให้เศรษฐกิจกลับมาดีขึ้นได้อย่างทันตาเห็น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท