
ต้องระบุให้ชัด
ขณะนี้สังคมกำลังสับสนอย่างมากกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากความไม่ชัดเจนในกฎกติกาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของกลุ่มพลเมืองโต้กลับนัดประชาชนมาร่วมยืนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารบุกจับประชาชนที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองต่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านสังคมออนไลน์ รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทำได้หรือไม่
ขณะนี้สังคมกำลังสับสนอย่างมากกับสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจากความไม่ชัดเจนในกฎกติกาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีของกลุ่มพลเมืองโต้กลับนัดประชาชนมาร่วมยืนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อกรณีที่เจ้าหน้าที่ทหารบุกจับประชาชนที่ออกมาแสดงความเห็นทางการเมืองต่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านสังคมออนไลน์ รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นของกลุ่มการเมืองและพรรคการเมืองทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยทำได้หรือไม่
ก่อนอื่นรัฐบาลต้องยอมรับว่าเรื่องการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นวาระแห่งชาติที่ประชาชนให้ความสนใจ เพราะจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่สังคมโลกยอมรับ ดังนั้นเมื่อการออกเสียงประชามติเป็นสิ่งที่ประชาชนพูดถึงอยู่ทั่วทุกหัวระแหงอยู่ในขณะนี้ก็ย่อมเป็นธรรมดาที่จะต้องมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บางส่วนอาจจะไม่มีความเห็น ขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีความจำเป็นจะต้องรักษาไว้ซึ่งความสงบเรียบร้อยของประเทศ
ดังนั้น การที่รัฐบาลมีความเป็นห่วงว่าหากเปิดให้มีการแสดงความเห็นอย่างอิสระอาจนำไปสู่ปัญหาความแตกแยกในสังคมจนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงจำเป็นจะต้องมีการกำหนดกติกาในการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยการจัดทำพระราชบัญญัติการออกเสียงประชามติมาควบคุมละเอียดยิบ จนทำให้ประชาชนไม่กล้าหรือไม่สามารถออกมาแสดงความเห็นใดๆ ได้เลย เพียงเพราะต้องการให้ประชาชนไปแสดงความคิดเห็นผ่านการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 วันเดียวเท่านั้น เท่ากับเป็นการปิดกั้นประชาชนซึ่งจะทำให้เกิดผลเสียมากมาย
เมื่อพิจารณาดูข้อห้ามต่างๆ หลายประเด็นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมี เช่น ห้ามผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าการขัดขวางกระทําโดยใช้กําลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กําลังประทุษร้ายผู้กระทําต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ หรือหากผู้บังคับบัญชาหรือนายจ้างผู้ใดขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวหรือไม่ให้ความสะดวกพอสมควรต่อการไปใช้สิทธิออกเสียงของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือลูกจ้าง แล้วแต่กรณี ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำ
แต่บางประเด็นเช่นการกำหนดว่า ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
กรณีหลังนี้เป็นปัญหามากที่สุดโดยเฉพาะการเผยแพร่ข้อความผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งในกฎหมายเขียนว่า ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรงโดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิไม่ไปใช้สิทธิหรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ออกเสียงให้ถือว่าผู้นั้นมีความผิด ประเด็นปัญหาก็คือ ข้อเท็จจริงคืออะไร ข้อเท็จจริงของใคร อะไรคือจริง อะไรคือไม่จริง ที่สำคัญการจำกัดสิทธิในการแสดงความเห็น ก็เท่ากับเป็นการจำกัดความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นเพื่อหยุดความสับสนและเปิดทางให้สังคมได้ร่วมคิด รัฐบาลจะต้องบอกให้ชัดว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อย่าปล่อยให้คลุมเครือหรือเปิดช่องให้ตีความจนกลายเป็นข้อครหาว่าเลือกปฏิบัติหรือสองมาตรฐานอีกต่อไป







