
คลังหั่นซ้ำ‘จีดีพี’
คลังหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 3.3% หลังเศรษฐกิจโลกฟุบลากส่งออกติดลบ ส่วนแรงงานกู้หนี้นอกระบบทุบสถิติสูงสุดในรอบ 8 ปี
คลังหั่นจีดีพีปีนี้เหลือ 3.3% หลังเศรษฐกิจโลกฟุบลากส่งออกติดลบ ส่วนแรงงานกู้หนี้นอกระบบทุบสถิติสูงสุดในรอบ 8 ปี
นายวโรทัย โกศลพิศิษฐ์กุล รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า คลังได้ปรับลดการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2559 ใหม่ เหลือแค่ 3.3% จากเดิม 3.7% ซึ่งเป็นการปรับลดจีดีพีครั้งที่ 2 ในปีนี้ เนื่องจากการส่งออกในปีนี้คาดว่าจะติดลบ 0.7% จากเดิมที่คิดว่ายังเป็นบวก 0.1% เพราะเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลกมองว่าเศรษฐกิจโลกยังแย่
“ในไตรมาสแรกเศรษฐกิจขยายตัวได้ 3% ถ้าทั้งปีจีดีพีจะโตที่ 3.3% แสดงว่าหลังจากนี้เศรษฐกิจจะขยายตัวได้สูงกว่าไตรมาสละ 3% ส่วนกรณีที่คลังคาดการณ์จีดีพีทั้งที่ 3.3% สูงกว่า ธปท. ที่คาดว่าจีดีพีจะขยายตัวที่ 3.1% เนื่องจากคลังได้ปรับตัวเลขนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้น หลังจากที่เห็นตัวเลขในไตรมาสแรกแล้ว” นายวโรทัย กล่าว
ปัจจัยเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจปีนี้ ได้แก่ การปรับเพิ่มคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจากเดิมอยู่ที่ 33 ล้านคน ได้ปรับเพิ่มเป็น 33.8 ล้านคน เนื่องจากไตรมาสแรกตัวเลขนักท่องเที่ยวขยายตัว 15.5% และค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นเป็น 18.4% เงินเฟ้อคาดว่าอยู่ที่ระดับ 0.3% อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.8%
อย่างไรก็ดี นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจสถานภาพแรงงานไทย พบว่าสถานภาพของแรงงานไทยส่วนใหญ่ 95.9% มีภาระหนี้สิน โดยภาระหนี้ของครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 1.19 แสนบาท/ครัวเรือน และในจำนวนนี้เป็นการกู้ยืมหนี้นอกระบบถึง 60.62% ซึ่งสูงสุดในรอบ 8 ปี
ทั้งนี้ วัตถุประสงค์ในการกู้ยืมเงิน ส่วนใหญ่ 36.4% กู้เพื่อใช้จ่ายประจำวัน รองลงมา 16.7% กู้เพื่อที่อยู่อาศัย 16.1% กู้เพื่อใช้คืนเงินกู้ และ 15.2% กู้เพื่อซื้อยานพาหนะ นอกจากนี้ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานี้ ยังพบว่าแรงงานกลุ่มนี้ 83.5% เคยประสบปัญหาผิดนัดการผ่อนชำระ เนื่องจากเงินไม่พอจ่าย หมุนเงินไม่ทัน ซึ่งภาระหนี้สินที่เกิดขึ้นส่งผลต่อการใช้จ่ายทั้งในปัจจุบันและอนาคตให้มีสัดส่วนที่ลดลง







