
วิกฤตผู้ลี้ภัย
โดย...อรุณ จิรชวาลา
โดย...อรุณ จิรชวาลา
เลิกเป็นข่าวในบ้านเราไปนานแล้ว แต่ที่ยุโรปยังเป็นข่าวใหญ่อย่างต่อเนื่อง รัฐบาลของกลุ่มประเทศประชาคมยุโรปหรืออียูยังคงประชุมหารือกันอย่างเคร่งเครียดเพื่อหาทางออกให้กับปัญหา แต่ผ่านมาเกือบปีแล้วก็ยังแก้ได้ไม่สะเด็ดน้ำ
ปัญหาผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เพิ่งกลายเป็นวิกฤตของยุโรปตั้งแต่เมื่อกลางปีที่แล้วนี้เอง โดยก่อนหน้านั้นมีการอพยพเข้ายุโรปปีละ 3-6 แสนคน ส่วนใหญ่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย เช่นจากอดีตอาณานิคมในแอฟริกา การลักลอบมีน้อยกว่ามาก เฉลี่ยปีละประมาณหนึ่งแสนคนเท่านั้น
สงครามกลางเมืองในซีเรียทำให้มีผู้ดิ้นรนหนีภัยสงครามจำนวนหลายล้านคน ซีเรียกลายเป็นประเทศต้นทางที่ใหญ่ที่สุดในโลกแทนอัฟกานิสถาน ซึ่งครองแชมป์ต่อเนื่องมานานนับสิบปี ผู้ลี้ภัยชาวซีเรียส่วนใหญ่เดินทางออกนอกประเทศทางบก โดยข้ามชายแดนเข้าไปในตุรกี ทำให้ตุรกีกลายเป็นประเทศที่มีผู้ลี้ภัยรอการอพยพไปประเทศที่สามมากที่สุดในโลก
จากตุรกี ผู้ลี้ภัยลักลอบเดินทางทางเรือไปขึ้นเกาะที่อยู่ใกล้ๆ ของกรีซ หลังจากนั้นจึงขึ้นบกในกรีซ แล้วเดินทางทางบกผ่านหลายประเทศไปจนถึงจุดหมายปลายทาง ซึ่งประเทศปลายทางที่นิยมกันมากคือเยอรมนีกับสวีเดน เพราะมีนโยบายเป็นมิตรกับผู้ลี้ภัยมากกว่าประเทศอื่น
ปี 2015 กรีซกลายเป็นประเทศหน้าด่านที่ใหญ่ที่สุดของอียูแทนอิตาลี ซึ่งการลี้ภัยเข้าอิตาลีส่วนใหญ่มาทางเรือจากลิเบียที่อยู่ทางตอนเหนือของแอฟริกา
เส้นทางใกล้ที่สุดจากชายฝั่งตุรกีไปถึงเกาะของกรีซใช้เวลาเดินทางทางเรือเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทำให้ได้รับความนิยมสูง มีการแย่งกันจับจองที่นั่งในเรือ ทั้งๆ ที่ค่าเดินทางสูงลิ่วถึงหัวละ 1,000-1,500 ยูโร และกว่าจะไปถึงเยอรมนีต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มอีกคนละ 3,000-4,000 ยูโร
อียูประกอบด้วยประเทศต่างๆ ในยุโรป 28 ประเทศ ในจำนวนนี้ 22 ประเทศร่วมกับอีก 4 ประเทศในเขตการค้าเสรีของยุโรปมีข้อตกลงพิเศษเกี่ยวกับพรมแดนที่เป็นที่รู้จักในนามเชงเก้น โดยการเดินทางภายในเชงเก้นไม่ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมือง แต่มีข้อตกลงระหว่างกันว่า จะต้องเข้มงวดในการกลั่นกรองบุคคลภายนอกที่เดินทางเข้ามา ในกรณีที่มีปัญหา ประเทศแรกที่บุคคลภายนอกมาถึงจะต้องรับผิดชอบ ส่วนผู้ประกอบการพาหนะในการเดินทาง เช่น สายการบินและสายการเดินเรือ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งตัวกลับและต้องเสียค่าปรับด้วย ความเข้มงวดนี้ทำให้ผู้ลี้ภัยต้องหันไปพึ่งการลักลอบแทน
กล่าวกันว่า ในปี 2015 เกิด 3 เหตุการณ์ที่ทำให้ทำนบแตก คลื่นผู้อพยพถาโถมเข้าใส่ยุโรปอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนี้
หนึ่ง มาเซโดเนีย ซึ่งเป็นประเทศทางผ่านทางบกสำคัญจากกรีซไปสู่ปลายทางที่เยอรมนี ได้ผ่อนคลายมาตรการสกัดกั้นผู้อพยพ โดยเปลี่ยนจากเดิมที่ไม่อนุญาตให้เข้าประเทศ เป็นให้อยู่ได้ไม่เกิน 3 วัน ทำให้คอขวดของการอพยพทางบกหายไป ผู้อพยพสามารถไปถึงฮังการีกับออสเตรียโดยสะดวก เพื่อรอเดินทางต่อเข้าไปในเยอรมนี
สอง รัฐบาลเยอรมนีประกาศนโยบายเปิดกว้างในการต้อนรับผู้ลี้ภัยโดยนายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เกิล ออกมาแสดงบทเทพธิดาแห่งความเมตตาด้วยตัวเอง ผลที่ตามมาคือการกระตุ้นให้ผู้ลี้ภัยนับล้านคนที่ยังอยู่นอกอียูให้รีบตัดสินใจเดินทางเข้ามา ทำให้ปี 2015 เป็นปีที่มีผู้อพยพมากเป็นประวัติการณ์ มากกว่าปี 2014 หลายเท่า
สาม รัฐบาลซีเรียเร่งออกพาสปอร์ตให้ชาวซีเรียที่ประสงค์จะเดินทางออกนอกประเทศ หลายคนบอกว่าเป็นการเปิดทางและส่งเสริมให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลรีบออกไปให้พ้นประเทศ แต่บางคนสรุปไปไกลกว่านั้น โดยบอกว่าเป็นแผนของรัสเซียในการส่งออกปัญหาของซีเรียไปให้ยุโรป ตอบโต้การที่ยุโรปต่อต้านรัสเซียเรื่องยูเครน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ยุโรปในวันนี้กำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหนาสาหัส ที่ท้าทายทั้งความสามารถและความสามัคคีในมวลหมู่ประเทศสมาชิก ที่ในระยะสั้นกระทบต่อความอยู่รอดของผู้นำบางประเทศ และในระยะยาวอาจรุนแรงพอที่จะทำให้อียูล่มสลาย
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา มีเรื่องใหญ่ๆ เกิดขึ้นแล้วหลายเรื่อง ดังนี้
เรื่องแรก เกิดการก่อการร้ายครั้งใหญ่ในฝรั่งเศสและเบลเยียม นอกจากนี้ ในวันส่งท้ายปีเก่า ที่เมืองโคโลญในเยอรมนี มีหญิงเยอรมนีถูกกลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้าย ปรากฏว่า 18 ใน 31 คน ที่ถูกจับได้เป็นผู้อพยพ เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านผู้ลี้ภัยแผ่กระจายไปทั่วยุโรป
ภายในเยอรมนี ความนิยมในตัวแมร์เกิลลดลงต่อเนื่อง โดยเชื่อกันว่านโยบายต้อนรับผู้ลี้ภัยของเธอเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่นำความเสียหายมาสู่เยอรมนีและยุโรป รัฐบาลเยอรมนีเองก็ดูเหมือนจะควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เช่น ตามสถิติมีผู้อพยพเข้ามาในเยอรมนีตลอดปี 2015 ล้านคนเศษ แต่มีผู้ยื่นขอลี้ภัยประมาณครึ่งเดียว และที่สำคัญ ผู้อพยพกว่า 1.3 แสนคน ติดต่อไม่ได้หรือหายตัวไป คำอธิบายที่รัฐบาลมีให้ประชาชนคือ เข้าใจว่าบางส่วนเดินทางต่อไปประเทศอื่น ที่เหลือยังอยู่ในเยอรมนีโดยไม่ได้ลงทะเบียน
เรื่องที่สอง หลายประเทศสร้างกำแพงหรือรั้วลวดหนามกั้นแนวชายแดน เพื่อหยุดยั้งการลักลอบเข้าประเทศทางบก เริ่มจากกรีซสร้างรั้วกั้นแนวชายแดนกับตุรกี ต่อมาบัลกาเรียซึ่งมีเขตแดนติดกับตุรกีเช่นกันก็ทำในทำนองเดียวกันบ้าง หลังจากนั้น มาเซโดเนียก็สร้างรั้วกั้นชายแดนกับกรีซ แต่ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน คือไม่ใช่เพื่อปิดกั้น แต่เพื่อจัดระเบียบผู้อพยพเพื่อให้แน่ใจว่าได้เดินทางออกนอกประเทศภายในเวลาที่กำหนด
ล่าสุด ฮังการี ซึ่งมีนโยบายไม่ต้อนรับผู้ลี้ภัยและขัดแย้งกับเยอรมนีมาแต่ต้น ก็ประกาศสร้างรั้วกั้นแนวชายแดนกับทั้งเซอร์เบียและโครเอเชีย
แน่นอนว่าการสร้างรั้วกั้นชายแดนไม่ใช่ทางออกที่สวยหรู ดูย้อนยุคและไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการแก้ปัญหา แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันทำแล้วได้ผล อย่างน้อยในระดับหนึ่ง
เรื่องสุดท้าย หลังจากเจรจาต่อรองกันมาหลายเดือน ในที่สุดอียูก็บรรลุข้อตกลงกับตุรกี โดยตุรกีจะยอมรับผู้ลักลอบเข้ากรีซกลับตุรกีแลกกับการที่อียูยอมรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียที่มีเอกสารถูกต้องจากตุรกีในจำนวนที่เท่ากัน นอกจากนี้ อียูจะรีบจ่ายเงิน 3,000 ล้านยูโร ให้ตุรกีเพื่อช่วยค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ลี้ภัย และตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นไป คนตุรกีจะสามารถเดินทางเข้าเชงเก้นโดยไม่ต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมือง ส่วนเรื่องตุรกีขอสมัครเป็นสมาชิกอียูก็จะเปิดการเจรจาอีกครั้งในเดือน ก.ค.
องค์การระหว่างประเทศหลายแห่งออกมาแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงนี้ เพราะขัดกับหลักปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัย และอาจทำให้ผู้ลี้ภัยที่ถูกส่งตัวกลับได้รับอันตราย แอมเนสตีอินเตอร์เนชั่นแนลถึงกับให้สมญาวันที่ 18 มี.ค. 2016 ว่าเป็นวันแห่งความมืดมน ทั้งของผู้ลี้ภัยทั่วโลกของยุโรป และของมนุษยชาติ







