
การพูดคุยสันติภาพสะดุด ไฟใต้ฝังรากลึกระดับหมู่บ้าน
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
โดย...วุฒิ นนทฤทธิ์
ไฟใต้กลับมาโหมกระพืออีกครั้ง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการรักษาความปลอดภัยหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบถี่ขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา โดยหน่วยข่าวได้มีการแจ้งเตือนการก่อเหตุป่วนเมืองในหลายจุด ซึ่งคาดการณ์ว่าสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดจากการเจรจาที่คาราคาซังไม่มีความคืบหน้า
ความพยายามที่จะแก้ปัญหาขบวนการโจรแบ่งแยกดินแดนได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่องในหลายรัฐบาล ย้อนไปในยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้มอบหมายให้ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหัวเรือใหญ่ในการพูดคุยสันติภาพ (Peace Dialogue) กับกลุ่มขบวนการ โดยมีประเทศมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก
ในครั้งนั้นบุคคลที่คลุกคลีกับการทำงานแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่องคือ พล.ต.นักรบ บุญบัวทอง (ยศในขณะนั้น) เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 5 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ซึ่งมีความใกล้ชิดกับแกนนำกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน เคยให้ทัศนะไว้ว่า เป็นเรื่องปกติสงครามกองโจรก็เป็นแบบนี้ ช่วงไหนมีโอกาสมากเขาก็ต้องทำ และยืนยันว่าทหารที่ส่งลงไปภาคใต้ คือทหารที่ดีที่สุด ไม่มีใครส่งคนไม่ดีลงไป
ย้อนไปในครั้งนั้นมีการพูดคุยกันอย่างลับๆ โดยฝ่ายไทยได้ยื่นเงื่อนไขขอพื้นที่ปลอดภัยในเขตเศรษฐกิจ 7 พื้นที่ ขณะที่ฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนก็ขอให้ฝ่ายไทยปล่อยตัวสมาชิกของขบวนการที่ถูกจับกุมตัว ซึ่งเงื่อนไขที่ทั้งสองฝ่ายเสนออยู่ในระหว่างการเจรจา ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทำให้ พล.ท.ภราดรต้องพ้นจากตำแหน่ง
จากนั้น พล.อ.อักษรา เกิดผล ประธานคณะที่ปรึกษากองทัพบก ก็ได้รับมอบหมายภารกิจให้เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ฝ่ายทหาร โดยมี พล.ท.นักรบ เป็นเลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ แต่การเจรจาของทั้งสองฝ่ายไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากขบวนการแบ่งแยกดินแดนยื่นเงื่อนไข 1.ให้ฝ่ายไทยปล่อยตัวสมาชิกที่ถูกจับกุมทันที 2.ให้จัดการพูดคุยอย่างเป็นทางการ 3.ให้รัฐไทยยอมรับองค์กรมาลาปาตานี ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายไทยยอมรับไม่ได้
ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการปลด พล.ท.นักรบ จากเลขานุการคณะพูดคุยเพื่อสันติภาพ เนื่องจากมีข้อครหาว่าใกล้ชิดกับแกนนำขบวนการแบ่งแยกดินแดนมากเกินไป ทำให้ไทยไม่ได้เปรียบในการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ขณะที่อีกกระแสข่าวหนึ่งบอกว่า พล.ท.นักรบ มีความขัดแย้งกับน้องชายของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่มีใครออกมายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ภาพที่ชัดเจนก็คือการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ซึ่งพยายามทำมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีความคืบหน้า และอาจต้องกลับไปเริ่มนับหนึ่งใหม่
ปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบว่า ทำไมสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จึงกลับมารุนแรงอีกครั้ง เพราะหลังจากการเจรจาพูดคุยเพื่อสันติภาพล้มเหลว แกนนำกลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ หรือบีอาร์เอ็น กลุ่มพูโล รวมทั้งสมัชชาประชาชน หรือเบอร์ซาตู จึงเปิดทางให้สมาชิกออกมาสร้างความรุนแรง
รูปแบบการจัดตั้งรัฐมาลาปาตานีของขบวนการแบ่งแยกดินแดนได้แบ่งพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา เป็น 3 เขต เรียกแต่ละเขตว่าคาวาซัน (kawasan) หรือกัส (kas) กัสเหนือ กัสกลาง กัสใต้ ซึ่งเทียบเท่ากับจังหวัด โดยแต่ละกัสจะแบ่งเป็น 14 เขตย่อย เรียกว่า แดอาเราะ ซึ่งจะเทียบเท่ากับอำเภอ ถัดลงไประดับตำบลเรียกว่า มูเก็ม เขตที่เล็กที่สุดคือหมู่บ้านเรียกว่า อาเยาะ
แต่ละอาเยาะก็จะมีการแบ่งหน้าที่กันทำ เช่น ฝ่ายปลุกระดมสร้างแนวร่วม (ปาญาลัน) ฝ่ายปกครอง (กืออามานัน) ฝ่ายเยาวชน (เปอมูดอ) ทำหน้าที่นำทาง เคลื่อนย้ายอาวุธ สร้างสถานการณ์ทั่วๆ ไป เช่น เผายางรถยนต์ โค่นต้นไม้ โปรยตะปูเรือใบ ฝ่ายจัดหาทุน (กืออาวาวัง) ฝ่ายให้การช่วยเหลือประชาชน (ตุรงแง) ช่วยเหลือทุกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการใช้อาวุธ และฝ่ายตรวจสอบ (กือวานิตาอัน) จัดการประท้วง ตรวจสอบสายลับหรือคนทรยศ
ที่ผ่านมารัฐบาลกำหนดความเร่งด่วนของงาน 4 ประการ คือ 1.เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยและลดพื้นที่เขตอิทธิพล 2.สร้างความ เชื่อมั่นให้แก่ประชาชน 3.สร้างความเข้าใจทั้งในพื้นที่และเวทีโลก 4.พัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งรัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเข้มข้นในทุกมิติมาโดยตลอด แต่การสู้รบกับอุดมการณ์ทางการเมืองที่ฝังอยู่ในสมองของมนุษย์นั้นไม่สามารถเอาชนะด้วยอาวุธได้
ยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้แก่หน่วยงานต่างๆ เป็นปรัชญาที่ลึกซึ้งและมีประสิทธิภาพมากที่สุด ที่จะทำให้ 3 จังหวัดภาคใต้กลับมาสงบร่มเย็นได้ดังเดิม







