
ความหวังกับการส่งออกของไทย
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
โดย...พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
นั่งลุ้นกันตัวโก่งว่าการส่งออกของไทยเมื่อไรจะดีขึ้น แม้จะเป็นที่ทราบกันอยู่ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกแบบนี้น่าจะคาดหวังกันยากมากๆ แต่เดือนที่ผ่านมามีตัวเลขอัตราการส่งออกเพิ่มขึ้นต่างจากที่ผ่านๆ มาที่ติดลมเป็นประจำมาเป็นปีๆ
ก็เลยดูเหมือนจะมีความหวังขึ้นมาใหม่
ที่จริงความหวังนี้ ถ้าจะให้มีมากๆ ก็ต้องไปดูตัวเลขการส่งออกที่ชายแดน และการค้าผ่านแดนของไทย ไม่ว่าจะเป็นชายแดนไทย-ลาว ไทย-เมียนมา ไทย-มาเลเซีย ไทย-กัมพูชา ฯลฯ ก็เป็นตัวเลขบวกทั้งนั้น และดูจะมีทีท่าเพิ่มขึ้น
เห็นได้จากตัวเลขการค้ากับโลกในปี 2557 ทั้งปีเทียบกับปี 2556 มีอัตราการเพิ่มขึ้นถึง 10.51% คือปี 2557 มีมูลค่าการค้ารวม 1.1 แสนล้านบาท โดยการส่งออกเพิ่มขึ้น 7.14% และไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า ถึงแม้ว่าเมื่อดูตัวเลขมูลค่าการค้าปี 2558 ทั้งปีเทียบปี 2557 จะมีอัตราลดลงบ้าง แต่ก็เพียงเล็กน้อย คือ 0.01% โดยลดลงจาก 1,143,105.59 ล้านบาท เป็น 1,142,952.70 ล้านบาท และการส่งออกยังคงเพิ่มขึ้นเพียง 0.04% ก็ตาม โดยเฉพาะเมื่อมาดูปี 2559 ใน 2 เดือนแรกเปรียบเทียบกับปี 2558 ช่วงเวลาเดียวกัน การค้ากับโลกของไทยก็ยังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างน่าสนใจ แม้จะเป็นเพียงตัวเลขหลักเดียวก็ตาม คือ เดือน ม.ค.-ก.พ. ในปี 2559
จากตัวเลขที่เผยแพร่โดยกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ พบว่าเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2558 ในอัตรา 2.76% โดยมีการส่งออกเพิ่มขึ้นถึง 11.23% และถ้าดูตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปี 2559 ก็เพิ่มขึ้น 3.61% หรือมีมูลค่า 192,914.46 ล้านบาท โดยการส่งออกมีมูลค่าเพิ่มขึ้น 4.83% ซึ่งตัวเลขมูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้น และมูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นนี้ใกล้เคียงกับมูลค่าการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน กล่าวคือการค้าชายแดนมีมูลค่าใน 2 เดือน (ม.ค.-ก.พ.) 2559 รวม 168,812.79 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 8.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2558 โดยมีการส่งออกเพิ่มขึ้น 4.82%
ทั้งนี้ ผู้เขียนขออธิบายความแตกต่างของการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน กับการค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านและการค้าผ่านแดนไว้ ณ ที่นี้ สำหรับผู้อ่านที่ไม่คุ้นเคยกับตัวเลขการค้าระหว่างประเทศว่า การค้าชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นการค้าโดยตรงผ่านชายแดนไทยกับประเทศที่มีอาณาเขตติดกับไทย ได้แก่ สปป.ลาว เมียนมา มาเลเซีย และกัมพูชา
ส่วนการค้าชายแดนกับการค้าผ่านแดนนั้น ได้รวมตัวเลขการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านและการค้าที่ผ่านประเทศเพื่อนบ้านไปยังประเทศที่อยู่ถัดไปด้วย ซึ่งในที่นี้ก็คือ สิงคโปร์ผ่านทางมาเลเซีย จีนตอนใต้ผ่านทาง สปป.ลาว หรือเมียนมา และเวียดนามผ่านทาง สปป.ลาว ไว้ด้วย ตัวเลขจึงมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง ดังนั้นถ้าดูเฉพาะการค้าผ่านแดนไปประเทศสิงคโปร์ จีนตอนใต้ และเวียดนาม ตัวเลขก็ยัง
เพิ่มขึ้น มากไปอีกนิดหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2559 คือ มูลค่าการค้าเพิ่มขึ้น 5.10% และมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 4.93% แต่การนำเข้าเพิ่มขึ้น 5.25% ทำให้ไทยขาดดุลการค้าไปพันกว่าล้านบาท ต่างกับการค้าที่เป็นตัวเลขรวมทั้งการค้าชายแดน และการค้าผ่านแดนที่ไทยได้ดุลการค้าประมาณ 2%
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นส่วนหนึ่งน่าจะเป็นอานิสงส์ของการเปิด AEC อย่างเป็นทางการเมื่อต้นปี 2559 นี้ นอกจากนี้ตัวเลขการส่งออกของไทยกับโลกในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2559 ก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างน่าดีใจ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนคือ 11.23% ซึ่งคงยังนับอะไรไม่ได้มากนัก นอกจากจะหยิบยกมาเป็นกำลังใจ แต่ต้องดูระยะต่อไปอีก6 เดือน ถึง 1 ปี ในกรณีของไทยกับการค้าโลก
ถึงแม้ว่าการเปิด AEC ต้นปีนี้ภาคเอกชนหลายฝ่ายยังมองว่าไม่มีผลอะไรเกิดขึ้น การเพิ่มขึ้นของมูลค่าการส่งออก และการค้าเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งผู้เขียนค่อนข้างจะเห็นด้วยว่าในระยะสั้นนี้จะไม่เห็นผลที่ชัดเจน เพราะอะไรก็ตามที่มีการตกลงโดยภาคราชการส่วนกลางบนโต๊ะเจรจากว่าจะมีผลลงไปถึงภาคปฏิบัติ ณ จุดนำเข้านั้นกลับใช้เวลาค่อนข้างมาก ซึ่งประเด็นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น ผู้เขียนมีข้อมูลชัดเจนว่าประเทศสมาชิกอาเซียนของไทยประเทศหนึ่งได้ลดภาษีนำเข้าสินค้าชนิดหนึ่งลงแล้วเหลือแค่ 10% จากเดิมที่เก็บในอัตรา 30% และเมื่อฝากคณะผู้แทนไทยสอบถามในการประชุมติดตามผลการดำเนินงานฝ่ายประเทศนำเข้าก็ยืนยันในที่ประชุม แต่เมื่อมีการส่งออกปริมาณไม่มากนักไปประเทศดังกล่าว เพื่อทดสอบข้อเท็จจริง กลับปรากฏว่ายังคงมีการเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 30% โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรประเทศดังกล่าวไม่มีท่าทีรับรู้ว่ามีการตกลงอะไรเกิดขึ้น จึงเป็นที่เข้าใจ เรื่องแบบนี้ประเทศไหนๆ ก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลา
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเห็นว่า เมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน ถึง 1 ปี น่าจะเห็นผลได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกรณีของประเทศไทย ยิ่งตอนนี้ประเทศไทยได้เข้าเป็นสมาชิกความตกลงว่าด้วยการอำนวยความสะดวกทางการค้าภายใต้ WTO ด้วยแล้ว เชื่อว่าน่าจะนำมาปฏิบัติกับการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และการค้าทั่วๆ ไปกับประเทศทั่วโลกด้วย
ในเมื่อความหวังกับการค้าโลกมีท่าทีจะเป็นไปได้ยาก ก็หันมาคาดหวังกับการค้าชายแดน การค้าผ่านแดน และการค้ากับประเทศในกลุ่มอาเซียนไปก่อน ย่อมดีกว่าไม่มีความหวังเสียเลย







