
มูดี้ส์ยืนยัน จีนไม่วิกฤต รัฐบาลคุมอยู่
มูดี้ส์ไม่หวั่นปัญหาหนี้จีน เชื่อไม่ซ้ำรอยวิกฤตสหรัฐ 2008 มั่นใจรัฐบาลควบคุมไหว
มูดี้ส์ไม่หวั่นปัญหาหนี้จีน เชื่อไม่ซ้ำรอยวิกฤตสหรัฐ 2008 มั่นใจรัฐบาลควบคุมไหว
บริษัทจัดอันดับเครดิต มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส เปิดเผยว่า ระดับหนี้ที่สูงขึ้นในจีนนับเป็นความเสี่ยงที่สำคัญ ทว่ายังไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสี่ยงก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเงินโลกรอบใหม่เหมือนวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐในปี 2008
อัตซี เชท กรรมการผู้จัดการของมูดี้ส์ กล่าวกับซีเอ็นบีซี ว่า ปัญหาหนี้ของจีนยังไม่เสี่ยงต่อวิกฤต เนื่องจากทางการจีนเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และมีความตั้งใจรวมถึงกลไกมากพอในการรับมือกับปัญหาดังกล่าว
ผู้บริหารของมูดี้ส์ กล่าวด้วยว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและแนวโน้มการเติบโตยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง หนี้สินที่เกิดขึ้นในจีนนั้นส่วนใหญ่เป็นหนี้ภายในประเทศ ไม่ใช่หนี้สกุลเงินต่างชาติ ทำให้ยังมีเสถียรภาพในการบริหารจัดการ
อย่างไรก็ตาม ระดับหนี้ในประเทศที่สูงถึงเกือบ 200% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ก็ยังถือเป็นระดับหนี้ที่สูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในระดับเดียวกัน โดยหนี้ในประเทศของจีนขยายตัวถึง 53.2% จากช่วง 5 ปีที่แล้ว ไปอยู่ที่ 196.8% ของจีดีพี ขณะที่หนี้ต่างประเทศยังมีระดับค่อนข้างต่ำที่ 15.6%
มูดี้ส์ ระบุด้วยว่า หนี้สินในกลุ่มรัฐวิสาหกิจจีนมีปริมาณค่อนข้างสูง จากระดับไม่ถึง 100% ของจีดีพีเมื่อปี 2012 ขยายตัวเป็น 115% ของจีดีพีในปี 2015 แต่ก็ยังไม่ถือว่าเป็นระดับที่สร้างความเสี่ยงต่อประเทศ เพราะรัฐวิสาหกิจโดยส่วนใหญ่ยังมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง
ทั้งนี้ ปัญหาหนี้สินของจีนถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง โดยนักลงทุนชื่อดัง จอร์จ โซรอส เตือนว่า เศรษฐกิจจีนกำลังเติบโตบนสินเชื่อเหมือนเศรษฐกิจสหรัฐ และเสี่ยงต่อการกลายเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2008
ด้านกระทรวงการคลังจีน แถลงผลประกอบการภาครัฐวิสาหกิจจีนประจำไตรมาสแรก ว่า รัฐวิสาหกิจจีนมีผลกำไรลดลง 13.8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า อยู่ที่ 4.32 แสนล้านหยวน (ราว 2.3 ล้านล้านบาท) ขณะที่รายได้ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 3% อยู่ที่ 9.95 ล้านล้านหยวน (ราว 53.81 ล้านล้านบาท)
รายงานระบุว่า อุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์และปิโตรเคมีเป็นภาคส่วนที่ทำกำไรได้มากที่สุด ส่วนธุรกิจในภาควัสดุก่อสร้าง อิเล็กทรอนิกส์ และยาสูบ เป็นกลุ่มที่ทำกำไรลดลงจากปีก่อนหน้า ขณะที่กลุ่มถ่านหิน เหล็ก และโลหะนอกกลุ่มเหล็ก ประสบกับภาวะขาดทุน
ทางด้านนักวิเคราะห์ของธนาคารยูบีเอส กล่าวเตือนว่า ตลาดทุนฮ่องกงอาจได้รับผลกระทบหนักจากการผิดนัดชำระหนี้ของรัฐวิสาหกิจจีน เนื่องจากรัฐบาลจีนเริ่มเข้มงวดกับบริษัทที่ไม่ทำกำไรหรือไม่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการมากขึ้น
หลูเหวินเจี่ย นักยุทธศาสตร์ของยูบีเอส กล่าวว่า บริษัทจีน 3 ใน 7 แห่ง ที่ประสบกับภาวะผิดนัดชำระหนี้ในปีนี้ ล้วนเป็นบริษัทของทางการจีน ซึ่งรวมถึงบริษัท เป๋าติง เทียนเหว่ย กรุ๊ป ซึ่งการที่รัฐบาลจีนไม่ยอมอุ้มรัฐวิสาหกิจทุกแห่งเหมือนที่ผ่านมาอีกต่อไป ทำให้ตลาดหุ้นของฮ่องกง ต้องเผชิญความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของจีนตามมาด้วย







