
กกต.คลอดร่างระเบียบประชามติ 3 ฉบับ
กกต.เห็นชอบระเบียบประชามติ 3 ฉบับ สรุปแนวทางปฏิบัติชัด 29 เม.ย.นี้ "สมชัย" ยัน กกต. เปิดให้จัดเวทีแสดงความเห็นได้โดยต้องมีสื่อ สถาบันการศึกษา หรือภาครัฐจัดร่วม
กกต.เห็นชอบระเบียบประชามติ 3 ฉบับ สรุปแนวทางปฏิบัติชัด 29 เม.ย.นี้ "สมชัย" ยัน กกต. เปิดให้จัดเวทีแสดงความเห็นได้โดยต้องมีสื่อ สถาบันการศึกษา หรือภาครัฐจัดร่วม
เมื่อวันที่ 25 เม.ย. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการทำประชามติ 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ร่างระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการออกเสียงประชามติ 2. ร่างระเบียบ กกต. ว่าด้วยการใช้จ่ายเงินในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ และ 3. ร่างระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญฯ ขั้นตอนการออกเสียง การจัดสรรเวลาออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์ คาดว่าจะมีการประกาศลงราชกิจจานุเบกษาได้ในวันเดียวกันนี้ และมีผลบังคับใช้ในวันถัดไป และวันที่ 29 เม.ย.จะพิจารณาร่างประกาศ กกต. ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม
นายสมชัยกล่าวอีกว่าที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอของสำนักงาน กกต. ว่าอะไรทำได้ทำไม่ได้ในการออกเสียงประชามติ ซึ่ง กกต. ได้ถกเถียงกันมาก เพราะต้องการให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ. ออกเสียงประชามติฯ รวมทั้งมีการยกกรณีต่างๆ มาหารือ และเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญควรรอประธาน กกต. กลับจากเดินทางดูงานต่างประเทศ จึงให้ฝ่ายเกี่ยวข้องปรับปรุงให้ชัดเจน ก่อนที่จะประชุมเพื่อให้ความเห็นชอบอีกครั้งในวันที่ 29 เม.ย. และประธานจะแถลงเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเอง
"ยืนยันว่าแนวทางที่ กกต. จะประกาศจะยึดความเป็นธรรมและสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างเต็มที่ อาทิ การให้สัมภาษณ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ส่งข้อความผ่านไลน์ เป็นสิทธิส่วนบุคคลที่สามารถกระทำได้ไม่ขัดกฎหมาย แต่ต้องไม่หยาบคาย ก้าวร้าว รุนแรง เป็นต้น อย่างการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว หรือจะติดป้ายหน้าบ้านสามารถทำได้ ต้องเป็นไปอย่างเหมาะสมตามมูลค่า เช่นหากติดป้ายใหญ่บนอาคารก็ถือว่ามูลค่ามากเกินกว่าจะเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เราจะพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวทำโดยสุจริตใจ บนพื้นฐานหลักกฎหมายและข้อเท็จจริงหรือไม่ โดยในวันศุกร์ กกต. จะประชุมและประธาน กกต. จะเป็นผู้แถลงแนวปฏิบัติด้วยตัวเองว่าสิ่งใดทำได้ ไม่ได้ โดยจะมีกรณีตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมเพียงพอ"นายสมชัยกล่าว
สำหรับการจัดอภิปรายเชิงวิชาการเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะเปิดโอกาสให้สถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และสื่อมวลชนสามารถจัดอภิปรายได้ แต่ถ้ากลุ่ม องค์กรอื่นที่ต้องการจัดอภิปรายต้องจัดร่วมกับ 3 หน่วยงานนี้เท่านั้น และการแสดงความเห็นต้องเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ไม่มีการปลุกระดม ข่มขู่ ทั้งนี้ขอย้ำเตือนว่าแนวทางที่ กกต. ออกมาไม่ได้ครอบคลุมทุกเรื่อง การกระทำบางอย่างอาจคาบเกี่ยวขัดประกาศ คำสั่ง คสช. ผู้จัดการต้องรับผิดเอง ถ้าสืบได้ว่าเหตุการณ์ที่ทำให้บานปลายเกิดจากบุคคลภายนอก ก็ต้องเอาผิดกับคนนั้น
นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนกรณีการพิจารณาเรื่องร้องเรียนหรือร้องคัดค้าน กกต. จะเปิดทุกช่องทางไม่ว่าจะเป็นการแจ้งทางไปรษณีย์ โทรศัพท์ โทรสาร แจ้งด้วยตัว แม้ขณะนี้ยังไม่มีแนวปฏิบัติชัดเจน หากมีผู้มาร้องเรียนจะรับไว้ก่อน แล้วนำมาพิจารณาว่าถ้าเป็นเรื่องร้องเรียนผิดคดีอาญาจะแนะนำให้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจในท้องที่เกิดเหตุ หากเป็นคำร้องคัดค้าน กกต. จะมีพิจารณา หากเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยฝ่ายบ้านเมืองก็จะเป็นผู้ดำเนินการ ส่วนการร้องเรียนคดีอาญา กกต. จะเป็นผู้เสียหายแทนผู้ร้องหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจน แต่กฎหมายบัญญัติให้ กกต. ดูแลการออกเสียงเป็นไปโดยสุจริต ซึ่งที่ประชุมมอบให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนไปวางแนวปฏิบัติโดยวางหลักการต้องไม่ให้ประชาชนที่เป็นผู้ร้องรู้สึกว้าเหว่
นอกจากนี้กกต. จะเชิญผู้บริหารสถานีโทรทัศน์ของรัฐ 6 แห่ง มาร่วมประชุมเพื่อจัดสรรเวลาไพร์มทามในระหว่าง 17.00น. - 22.00 น. ช่วงใดช่วงหนึ่ง โดยเบื้องต้นจะขอสถานีละ 2 ครั้ง ๆ ละครึ่งชั่วโมง รวมทั้ง 6 สถานีเป็น 12 ครั้ง โดย 6 ครั้งแรกแบ่งเป็นการชี้แจงกระบวนการออกเสียงประชามติโดย กกต. 2 ครั้ง ชี้แจงประเด็นสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญโดย กรธ. 3 ครั้ง และชี้แจงคำถามพ่วงโดย สนช. 1 ครั้ง
ส่วน 6 ครั้งหลังอีกสถานีละครึ่งชั่วโมงนั้นให้แต่ละสถานีตกลงกันเองเรื่องการนำเสนอความคิดเห็นสาระสำคัญสาระรัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกันในแต่ละหัวข้อในลักษณะการสนทนา ไม่ใช่การดีเบต ให้แต่ละสถานีเชิญแขกเองโดยคำนึงถึงความเท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยไม่เห็นด้วย ส่วนการเผยแพร่ซ้ำหรือไม่เป็นวิจารณญาณของสถานี ซึ่งอาจรวมทั้งสถานีเคเบิล อินเทอร์เน็ตหรือดาวเทียมที่จะขอเทปไปเปิดเองได้ โดย กกต. ไม่มีการประสานขอความร่วมมือแต่อย่างใด
“รายการสนทนาดังกล่าวให้จัดทำเป็นบันทึกเทป ดังนั้นสถานีจะเป็นผู้รับผิดชอบในการกลั่นกรองเนื้อหา ไม่ให้เข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่นการให้ข้อมูลเท็จ การยุยง การใช้คำหยาบคาย รุนแรงเอง"นายสมชัยกล่าว







